กลุ่มวัยรุ่นชายหญิงกว่า 10 คน มั่วสุมปาร์ตี้ยาเค กันอย่างสนุกสนานเสียงดัง ไม่เกรงใจใคร

ตำรวจจากกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล นำกำลังบุกเข้าจับกุมกลุ่มวัยรุ่น ชายหญิงกว่า 10 ราย หลังร่วมกันมั่วสุมปาร์ตี้ยาเค โดยการนัดหมายผ่านโซเชียล พันตำรวจเอกภิญโญ ป้อมสถิตย์ ผู้กำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี ระบุว่า ก่อนหน้านี้ ได้รับแจ้งจากสายลับ ว่ามีการมั่วสุมของกลุ่มวัยรุ่น ชายหญิง ที่มีการนัดหมายกันผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน มาร่วมกันมั่วสุมเสพยาเสพติดกัน พฤติการของกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนี้จะนัดไปตามสถานที่คอนโดหรืออพาร์ทเม้นท์ต่างๆ ตามรอยต่อพื้นที่ต่างๆ ทั้งเขตนครบาลและเขตภูธร เพราะคิดว่าตำรวจจะทำงานในการหาข่าวยาก ซึ่งเมื่อคืนที่ผ่านมา สายลับที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มได้ส่งข่าวว่าจะมีการรวมตัวที่ อพาร์ทเม้นท์ แห่งหนึ่งย่านรอยต่อพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ จึงนำกำลังไปเฝ้ารอโดยยังไม่ได้มีการประสานนิติบุคคลของอาคารเพราะจากการข่าวพบว่า มีนิติบุคคลบางที่ให้การช่วยเหลือในด้านการแจ้งข่าวหากมีบุคคลต้องสงสัยว่าอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาในพื้นที่ทำให้ที่ผ่านมามีความคาดเคลื่อนในการทำงานของตำรวจชุดสืบสวน ซึ่งเมื่อไปถึงก็พบว่า ภายในห้อง 409 มีเสียงดังทั้งการพูดคุยของกลุ่มคนและเสียงดนตรีเปิดอย่างอึกทึก โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนต้องใช้วิธีการเฝ้ารอที่หน้าห้องเพื่อรอให้มีคนเปิดห้องดังกล่าวออกมาเพราะเกรงว่าหากเข้าแสดงตัวผู้กระทำผิดจะทำลายของกลางที่เป็นยาเสพติดจนมีการรอถึงช่วงเวลา 03.00น. มีหนึ่งในผู้ร่วมปาร์ตี้เปิดประตูห้องออกมาเพื่อจะลงไปนำสิ่งของรวมถึงยาเสพติดมาเพิ่มเติมเจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุมและตรวจค้นจนพบว่าภายในห้องดังกล่าวมีผู้ต้องหาเป็นวัยรุ่นชายหญิงจำนวนรวม 10 ราย แบ่งเป็นหญิง 5 ราย ชาย 5 ราย กำลังร่วมสนุกเสพยาเสพติดซึ่งจากการตรวจค้นพบของกลางเป็นยาเคจำนวนรวมหนักกว่า 9.4 กรัม เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ทำการควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรพระประแดงพร้อมแจ้ง 3 ข้อหา ร่วมกันครอบครองยาเสพติด ประเภท 2 เพื่อเสพ ,พร้อมแจ้งข้อหาร่วมกันฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และร่วมฝ่าฝืน พ.ร.บ.โรคติดต่อ รวบโจ๋ใจกล้า ขายยาเสพติด บนโลกออนไลน์ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย สุดท้ายไม่รอด รวบเเล้ว โจรกระชากกระเป๋า-เคยต้องโทษคดียาเสพติดมาก่อน

วิจารณ์ยับ กลุ่มวัยรุ่นดื่มแอลกอฮอล์ ขึ้นไปร้องตะโกนแล้วกระโดดโลดเต้น บนท้ายกระบะของตำรวจ

หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก กรณีมีคลิปกลุ่มวัยรุ่น 8 คน ดื่มแอลกอฮอล์ขึ้นไปร้องตะโกนแล้วกระโดดโลดเต้นบนท้ายกระบะของตำรวจ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง พล.ต.ต.ระพีพงษ์ สุขไพบูลย์ ผบก.ภ.จว.นครสวรรค์ ก็ได้รับการเปิดเผยว่า สำหรับคลิปเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นได้สั่งการให้ พ.ต.อ.สมศักดิ์ เขียวอ่อน ผกก.สภ.แม่เปิน เร่งทำหนังสือชี้แจงเป็นการด่วน จนกระทั่งเมื่อช่วงเย็นวันนี้ ก็ได้รับหนังสือชี้แจง ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยวันนั้นผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ได้มาขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาช่วยจัดการจราจรและนำขบวนพิธีแห่นาค ซึ่งจะมีพิธีเคลื่อนขบวนออกจากบ้านในพื้นที่หมู่ 4 ต.แม่เปิน อ.แม่เปิน จ.นครสวรรค์ ในเวลา 12.00 น. เพื่อไปยังตลาดสดประชารัฐหมู่ 5 ต.แม่เปิน โดยได้ให้ ร.ต.อ.สัญญา สุวรรณประทีป พนักงานสอบสวน สภ.แม่เปิน มอบหมายให้ ส.ต.ท.ภาณุพงศ์ ผาดี ผบ.หมู่ ป.สภ.แม่เปิน และ ส.ต.ต.วัฒนา ปัญญาแดง ผบ.หมู่ ป.สภ.แม่เปิน เป็นพลขับรถยนต์เพื่อนำขบวน พล.ต.ต.ระพีพงษ์ ระบุจากหนังสือที่ได้รับชี้แจงว่า ขณะรถตำรวจได้เคลื่อนนำขบวนรถแห่งานบวชนาคออกจากบ้านงานแล้ว พาข้ามถนนสายหนองจิกรี-ถนนสุด มาตั้งขบวนแห่ยังฝั่งตรงข้าม โดยมีรถในขบวนขับตามมาตั้งขบวนรถอีกประมาณ 4 คัน อยู่ริมถนนสายดังกล่าวมุ่งหน้าไปตลาดบ้านลาน (ตลาดสดประชารัฐ) เพื่อรอรถเครื่องเสียงที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมาจากซอย เพราะติดกลุ่มชาวบ้านที่เต้นรำกันอยู่หน้ารถเครื่องเสียง และในขณะนั้น ส.ต.ต.วัฒนา ได้ควบคุมรถอยู่ ส่วน ส.ต.ท.ภาณุพงศ์ ออกมายืนจัดการจราจรอยู่บริเวณกลางถนนหน้าปากซอยดังกล่าว ซึ่งระหว่างรอเป็นเวลาค่อนข้างนาน จึงได้มีกลุ่มวัยรุ่น 2-3 คน มาขอเปิดกระบะท้ายรถเพื่อนั่งรอขบวนรถเครื่องเสียง ส.ต.ต.วัฒนา จึงอนุญาตให้นั่ง แต่ในระหว่างที่รอขบวนมาต่อท้ายอยู่ประมาณ 5 นาที ก็พบว่าพื้นที่ด้านท้ายขบวนไม่พอ ส.ต.ต.วัฒนา จึงได้ขยับรถเดินหน้าไปประมาณ 20 เมตร เพื่อให้ขบวนต่อท้ายมีพื้นที่เหลือ แต่ทว่า ในขณะที่กำลังเคลื่อนรถ กลุ่มวัยรุ่นที่นั่งอยู่ท้ายกระบะ ต่างลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้นตามที่ประกฎอยู่ในคลิปภาพ ซึ่ง ส.ต.ต.วัฒนา ได้ระบุว่า ขณะที่กำลังเคลื่อนรถนั้น ไม่สามารถจอดและลงมาว่ากล่าวตักเตือนกลุ่มวัยรุ่นได้ทันที เพราะเห็นว่าไม่ปลอดภัย เนื่องจากยังมีขบวนต่อท้ายที่กำลังข้ามถนนมายังอีกฝั่ง จึงได้รีบเคลื่อนรถไปยังจุดเหมาะสม ก่อนจะรีบลงจากรถมาไล่และว่าตักเตือนกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว แล้วจึงปิดท้ายกระบะรถและนำขบวนแห่นาคต่อไป อย่างไรก็ตาม ในชั้นนี้ แม้จะมีการทำหนังสือชี้แจงมาแล้ว แต่ก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว และหากพบความผิดหรือพบความบกพร่อง จะดำเนินการตามกฎหมายและทางวินัยต่อไป ชมคลิป

“วัยรุ่น” รุมทำร้ายหนุ่ม 22 ในปั๊มน้ำมัน ไม่พอใจถูกมองหน้า

วันที่ 19 มี.ค. 2564 เมื่อเวลา 05.00 น. ได้รับแจ้งตำรวจสายตรวจ สน.บางเขน รับแจ้งเหตุการณ์จากตำรวจ สน.บางเขน  จากภาพกล้องวงจรปิดจะเห็นว่ามีกลุ่มวัยรุ่นชายหญิงได้ขี่รถจักรยานยนต์กันเข้ามา 5 คัน หลังจากนั้นได้เข้าไปขว้างสิ่งของที่อยู่ใกล้ตัวทั้งเก้าอี้พลาสติก ขวด และมีดไล่ทำร้ายร่างกายชายหนุ่ม อายุ 22 ปี ที่อยู่ภายในปั๊ม ทำให้ชายคนดังกล่าวต้องวิ่งหลบหนีเข้าไปภายในห้องผู้จัดการปั๊มและขว้างสิ่งของใกล้มือเป็นอาวุธป้องกันตัวเอง กลุ่มวัยรุ่นก็พยายามเข้ามารุมทำร้ายร่างกายก่อนที่จะขี่จักรยานยนตร์หนีออกไป ผู้กำกับการ สน.บางเขน เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุชายคนที่บาดเจ็บมาแจ้งความกับตำรวจแล้ว เบื้องต้นมาจากที่ฝ่ายหญิงนัดตกลงเคลียร์ปัญหาการซื้อขายสินค้ากัน โดยต่างฝ่ายต่างได้พาแฟนหนุ่มของตนเองไปด้วย ต่อมาหลังเคลียร์ปัญหากันเสร็จสิ้นก็ปรากฏว่าแฟนหนุ่มของทั้ง 2 ฝ่าย เกิดสบตากันแล้วเขม่นไม่พอใจกันก่อนจะเกิดเหตุทะเลาะวิวาทขึ้น ผู้ได้รับบาดเจ็บเล่าว่า ตนมาหาเพื่อนและนั่งเล่นอยู่หน้าห้องน้ำที่ปั้มน้ำมันแห่งนี้ จากนั้นได้มีกลุ่มวัยรุ่นขี่รถจยย.เข้ามาก่อนใช้อาวุธมีดวิ่งไล่ฟัน ซึ่งตนก็ไม่รู้จักและไม่เคยมีเรื่องอะไรกันมาก่อน ส่วนสาเหตุน่าจะเป็นเรื่องเสื้อผ้าของเพื่อนหญิง แต่ไม่รู้ว่าทำไมกลุ่มวัยรุ่นผู้ก่อเหตุถึงมาวิ่งไล่ฟันตนจนได้รับบาดเจ็บ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบกล้องวงจรปิด และติดตามตัวกลุ่มวัยรุ่นผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยกำลังเร่งไล่ล่าตัว กลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาทกันภายในโรงพยาบาลเมืองสมุทรปู่เจ้า

วันที่ 20 ก.ค พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยถึงกรณีกลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกันภายในโรงพยาบาลเมืองสมุทรปู่เจ้า จ.สมุทรปราการ ทำให้มีผู้บาดเจ็บและทรัพย์สินของทางโรงพยาบาลได้รับความเสียหายว่า ได้รับรายงานจาก สภ.สำโรงใต้ ว่า เมื่อวันที่ 19 ก.ค. เวลาประมาณ 18.30 น. ตำรวจได้รับแจ้งเหตุกลุ่มบุคคลยกพวกทำร้ายร่างกายโดยใช้อาวุธมีด บริเวณวินส้ม ซอยโรงเหล็ก ต.บางหญ้าแพรก อ.พระประแดง จึงไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดป้องกันปราบปรามและชุดสืบสวน จากการสอบปากคำเบื้องต้นทราบว่า กลุ่มคู่กรณีทั้งสองกลุ่มได้นัดเคลียร์ปัญหากัน แต่ตกลงกันไม่ได้จึงเกิดการทะเลาะวิวาท ชุลมุนต่อสู้กัน ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 คน โดยมีบาดเจ็บถูกส่งตัวไปรักษายังโรงพยาบาลวิภารามชัยปราการ ซึ่งต่อมาถึงแก่ความตาย และอีก 2 รายถูกส่งตัวไปรักษายังโรงพยาบาลเมืองสมุทรปู่เจ้าสมิงพราย และโรงพยาบาลสำโรงการแพทย์ ต่อมาเวลาประมาณ 20.30 น. กลุ่มเพื่อนผู้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลวิภารามชัยปราการ 15-20 คน เกิดความไม่พอใจและรู้ว่ากลุ่มคู่อริได้มารักษาตัวที่โรงพยาบาลเมืองสมุทรปู่เจ้าสมิงพราย จึงยกพวกกันมาล้างแค้น โดยใช้ไม้ เก้าอี้ ทำร้ายกลุ่มเพื่อนที่มาดูอาการผู้บาดเจ็บและอุปกรณ์ทางการแพทย์ของโรงพยบาลเมืองปู้เจ้าสมิงพรายเสียหายแล้วหลบหนีไป พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวต่อว่า ตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและพิสูจน์ทราบกลุ่มผู้ก่อเหตุ เบื้องต้นจะดำเนินคดีกับทั้งสองกลุ่มในความผิดฐาน “ร่วมกันชุลมุนต่อสู้กัน เป็นเหตุให้มีผู้ถึงแก่ความตายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ” และดำเนินคดีกับกลุ่มที่ยกพวกมาทำร้ายภายในโรงพยาบาล ในความผิดฐาน “ร่วมกันบุกรุกสถานพยาบาลในยามวิกาล, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ” รองโฆษก ตร. กล่าวอีกว่า การกระทำในลักษณะดังกล่าว ไม่สมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เพราะอาจกระทบต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ที่อยู่ระหว่างการช่วยเหลือรักษาผู้ป่วยรายอื่นหรือทำให้ทรัพย์สิน อุปกรณ์ทางการแพทย์ของโรงพยาบาลได้รับความเสียหายได้ และอาจส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย หรือประชาชนรายอื่น ที่เข้ามาใช้บริการภายในโรงพยาบาล ซึ่งที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดทุกราย พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวด้วยว่า ดังนั้น การจะทำสิ่งใดขอให้มีสติ และใช้วิจารณญาณก่อนจะลงมือกระทำ เพราะเมื่อกระทำไปแล้วอาจนำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิต และทรัพย์สินของผู้อื่น ซึ่งไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ ประกอบกับที่ผ่านมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับไปยังทุกกองบัญชาการ และได้เน้นย้ำมาโดยตลอด ให้ตำรวจทุกพื้นที่เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันเหตุด่วน เหตุร้ายอาชญากรรมในทุกมิติ พร้อมประสานการปฏิบัติกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการหาความร่วมมือในการป้องกันเหตุ ทั้งนี้ ขอฝากเตือนไปยังพี่น้องประชาชนว่า การใช้อารมณ์ในการแก้ไขปัญหา อาจนำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และนำไปสู่การละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมือง นอกจากจะส่งผลเสียต่อตนเองและผู้อื่นแล้ว อาจถูกดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งทำให้ทั้งเสียเวลาและมีประวัติตามมา

1 2 3 5