ธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ สาขารัชโยธิน แจ้งปิดทำการ 1 วัน เลี่ยงกลุ่มม็อบราษฎร

จากข่าวที่จะมีการชุมนุมใหญ่วันนี้ กลุ่มม็อบราษฎรมีประกาศย้ายสถานที่ชุมนุมไปเป็นที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ สาขารัชโยธิน ในเวลา 15.00 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 ล่าสุด แฟนเพจ SCB Thailand โพสต์ข้อความเรื่อง “ธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ สาขารัชโยธิน แจ้งปิดทำการ 1 วัน” โดยระบุว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ใคร่ขอแจ้งปิดทำการสาขาสำนักงานใหญ่ รัชโยธิน ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 ธนาคารฯ ใคร่ขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ลูกค้าของธนาคารสามารถทำธุรกรรมผ่านช่องทางอื่นๆ หรือที่สาขาใกล้เคียงได้ตามปกติ.

ด่วน! ราชกิจจาฯ ประกาศ ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและข้อกำหนดต่างๆ

ด่วน! ราชกิจจาฯ ประกาศ ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในกทม. และข้อกำหนดต่างๆ วันที่ 22 ต.ค.63 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศประกาศเรื่องยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ประกาศ ข้อกำหนด และคำสั่งที่เกี่ยวข้องตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2563 และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่ กรุงเทพมหานคร (ฉบับที่2) ลงวันที่ 16 ต.ค.63 เพื่อใช้มาตรการเร่งด่วน ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เข้าระงับยับยั้งการกระทำอันกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ควบคุมและแก้ไขความปั่นป่วนวุ่นวายซึ่งนำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยในเขตพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง จนถึงวันที่ 13 พ.ย.63 นั้น โดยที่ปรากฏว่า ปัจจุบันเหตุการณ์ร้ายแรงอันเป็นเหตุให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงได้คลี่คลายความรุนแรงและยุติลง โดยอยู่ในภาวะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินการบังคับใช้มาตรการตามที่กำหนดในกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาได้ตามปกติแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคสาม และมาตรา 11 วรรคสาม แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 นายกรัฐมนตรีจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครลงวันที่ 15 ต.ค.63 และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ […]

รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยอมรับมีรถตัดสัญญาน รอบกลุ่มม็อบ เพื่อป้องกันเหตุหากพบวัตถุต้องสงสัย

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.สมประสงค์ เย็นท้วม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ระบุถึงกรณีมีการแชร์ภาพหนังสือคำสั่ง ให้มีการจัดรถอุปกรณ์ตัดสัญญาณการสื่อสาร เข้าปฏิบัติหน้าที่โดยรอบพื้นที่การชุมนุม เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดยชี้แจงว่า หนังสือดังกล่าว เป็นหนังสือคำสั่งที่ตนเองออกคำสั่งไปจริง ไม่ได้เป็นเอกสารลับแต่อย่างใด เพราะตำรวจต้องเตรียมความพร้อมในการดูแลความปลอดภัยให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม หากเกิดเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้นในพื้นที่ ยืนยันรถอุปกรณ์ดังกล่าว ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อยกระดับการดูแลความปลอดภัย หรือละเมิดสิทธิ์เสรีภาพของผู้ชุมนุม แต่เอาไว้เพียงกรณีพบวัตถุต้องสงสัยก็จะสามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างทันท่วงที สำหรับกรณีนี้ยืนยันว่าไม่มีความกังวล กรณีที่เอกสารดังกล่าวมีการหลุดออกไปสู่สาธารณะ เพราะเป็นคำสั่งที่สั่งการทุกครั้งที่มีการชุมนุมในทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมา ส่วนความคืบหน้าการดำเนินคดีกับกลุ่มแกนนำ การชุมนุมเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่มีการออกหมายจับไป 15 ราย และมีการจับกุมแล้ว 11 ราย ยังเหลืออีก 4 ราย ซึ่งมีการประสานมาแล้วแต่ยังไม่เข้ามามอบตัว ตามนัดหมาย  ส่วนหมายเรียกอีก 15 ราย ก็ยังไม่มีการรับการประสานและมาพบพนักงานสอบสวนเช่นกัน ซึ่งในส่วนของหมายเรียก เป็นข้อหาที่อยู่ในศาลแขวงมีอัตราโทษไม่เกิน 3 ปี เช่น ความผิดตาม พ.ร.บ. ความสะอาด […]

แกนนำกลุ่มแนวร่วมนวชีวิน ประกาศยุติบทบาท แตกหักกับกลุ่มม็อบปลดแอก

วันที่ 18 ส.ค.63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภูมิวัฒน์ แรงกสิวิทย์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมนวชีวิน (New Life Network) ที่อดข้าวประท้วงการบริหารงานของรัฐบาล หน้าทำเนียบรัฐบาลก่อนหน้านี้ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ” ผมเอง เคลื่อนไหวในการต่อต้านคณะรัฐประหารนับตั้งแต่วันแรก ในฐานะเยาวชน และนักเคลื่อนไหวอิสระที่ไม่เห็นด้วยกับที่มาของอำนาจฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติที่ไม่มีความชอบธรรม ผมจึงไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งส่วนใด และไม่เคย ‘ถูกนับว่าเป็นส่วนหนึ่ง’ ของขบวนไหนมาตั้งแต่ต้น ที่พูดแบบนี้ ก็เพราะไม่เคยมีส่วนร่วมในระดับใด นอกจากการช่วยแบกของ ช่วยทำงานเล็กๆ น้อยๆ แม้จะมีค่ายหรืออะไร ก็ไม่เคยถูกชวนไป มีระยะหนึ่งที่ผมได้ร่วมงานการเมืองกับพรรคที่พวกที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตยไม่ค่อยจะนิยมเท่าไหร่นัก (โดยไม่คำนึงว่า ถ้าไม่ทำ กูจะเอาอะไรกิน) ก็โดนตัดขาดจากความเป็นเพื่อนบ้าง ถูกทำให้กลายเป็นคนไม่รู้จักกัน ในขณะที่หลายคนได้ถูกชักชวนไปทำงาน ณ พรรคแห่งหนึ่ง ผมและเพื่อนหลายคนไม่ได้ถูกชวนไป หรือถูกชวนไปก็กลายเป็นลูกจ้างระดับต่ำที่ค่าแรงออกไม่ตรงเวลา หรืออยู่ในพื้นที่ซึ่งอ้างว่าเปิดความคิดเห็น แต่ไม่ถูกรับฟัง เพราะระดับของการศึกษา ระหว่างทาง ผมได้เจอหลายคนที่ต้องเจ็บปวด ต้องเสียใจ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องส่วนตัว (ทั้งแบบเรื่องส่วนตัวจริงๆ หรือการนำเรื่องส่วนตัวมาใช้โจมตีกัน) ได้ถามหลายๆ คน บางคนไม่ขอตอบ บางคนไม่ขอพูดถึงเรื่องเหล่านี้อีกต่อไป หลายคนได้ระบายออกมาด้วยความเจ็บปวด เพราะฉะนั้น […]

คลิปกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านการเหยียดสีผิว บุกรุกเข้าไปคฤหาสถ์ส่วนบุคคล เจอเจ้าถือปืนไรเฟิลออกมาขู่

คู่สามี-ภรรยาชักปืนขู่ม็อบต้านเหยียดสีผิว – วันที่ 30 มิ.ย. ซีเอ็นเอ็นรายงานกระแสการถกเถียงสุดแหลมคมที่นครเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี ประเทศสหรัฐอเมริกา กรณีคู่สามี-ภรรยา ใช้อาวุธปืนเล็งขู่เพิ่ขับไล่กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านการเหยียดสีผิวที่บุกรุกเข้ามาในเขตพักอาศัยส่วนบุคคล เพื่อเดินลัดสนามไปชุมนุมยังศาลาว่าการของนายกเทศมนตรี เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่ย่านพอร์ตแลนด์ เพลซ . โดยนายเดเนียล ชูลาร์ ผู้สื่อข่าวท้องถิ่น อยู่ในที่เกิดเหตุและคอยถ่ายคลิปตลอดเวลาตึงเครียดนานกว่า 10 นาที หลังผู้ประท้วงประมาณ 500 คน เดินลัดสนามเข้าไปในที่ส่วนบุคคลเพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ที่ปิดกั้นเส้นทางบนถนนไปสู่ศาลาว่าการ นายแม็กคลอสกีย์ กล่าวชี้แจงภายหลังว่า “ตอนเกิดเรื่องมีคนกว่าร้อยทุบทำลายประตูรั้วบุกเข้ามาในพอร์ตแลนด์ เพลซ แล้วเดินมาทางคฤหาสถ์ของผม ขณะผมกับครอบครัวกำลังทานอาหารค่ำกันอยู่นอกบ้าน จนพวกเราเกิดความกลัวสุดขีด” นายอัลเบิร์ต เอส. วัตกินส์ ทนายความของครอบครัวแม็กคลอสกีย์ กล่าวว่า กลุ่มผู้ประท้วงไม่ได้เป็นที่รังเกียจจากตระกูลแม็กคลอสกีย์ ตรงกันข้ามทางครอบครัวแม็กคลอสกีย์เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนแนวคิดเดียวกันกับผู้ประท้วง แต่พฤติกรรมของผู้ประท้วงบางคนที่มีความก้าวร้าวและทำลายทรัพย์สินผู้อื่น รวมทั้งการบุกรุกพื้นที่ส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อให้เกิดความกลัวว่าจะมีอันตรายถึงชีวิตของทางตระกูลแม็กคลอสกีย์ นายวัตกินส์ ยืนยันอีกว่า การกระทำของครอบครัวแม็กคลอสกีย์ถือว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมอย่างเต็มที่ตามกฎหมายเพราะอยู่บนพื้นที่กรรมสิทธิ์ของตัวเอง และมีมูลเหตุมาจากความหวาดกลัวอันตราย มิได้เกี่ยวข้องกับความเกลียดชัง หรือการเลือกปฏิบัติเพราะสีผิว สะท้อนจากข้อเท็จจริงที่ว่าบุคคลที่เริ่มนำผู้ประท้วงบุกเข้ามานั้นเป็นคนผิวขาวด้วยซ้ำ แถลงการณ์ของครอบครัวแม็กคลอสกีย์ ระบุว่า “พอร์ตแลนด์ เพลซ เป็นที่ส่วนบุคคล ไม่มีทางเดินและถนนสาธารณะ มีคนบอกเราว่าเราอาจถูกฆ่า ถูกเผาบ้าน ไม่เว้นแม้แต่สุนัขของเรา ตอนนั้นมีแค่พวกเราสองคนเผชิญหน้ากับผู้ประท้วงนับร้อยคน”