เจออยู่กลางทุ่ง! ขุดพบกระดูก-เครื่องใช้อายุกว่า 3 พันปี

พบ โครงกระดูกมนุษย์-เครื่องใช้ อายุกว่า 3,000 ปี หลัง ‘ลุงแจ้ง’ ขุดพื้นที่นา 17 ไร่ เจอกลางทุ่งในพื้นที่ จ.อ่างทอง เจ้าหน้าที่กรมศิลป์เข้าตรวจสอบแล้ว วันที่ 5 มี.ค.2564 ที่บ้านเลขที่ 2 ม.5 ต.สีบัวทอง อ.แสวงหา จ.อ่างทอง ซึ่งเป็นบ้านของ นายสมเกียรติ บริบูรณ์ หรือ ลุงแจ้ง อายุ 55 ปี หลังจากที่ลุงแจ้งได้ขุดพื้นที่นา จำนวน 17 ไร่ บริเวณกลางทุ่งนาด้านข้างองค์การบริหารส่วนตำบลสีบัวทอง เพื่อทำการขายหน้าดิน โดยขุดลึกไปประมาณ 1.50 เมตร ก็พบโครงกระดูกมนุษย์ ฟอสซิลสัตว์ รูปร่างคล้ายมีด ขวานหิน เครื่องปั้นดินเผาจำนวนมาก จึงหยุดการขุดดินขาย และนำวัตถุโบราณมาเก็บไว้ที่บ้าน พร้อมกับแจ้งไปยัง จ.อ่างทอง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อตรวจสอบ โดยทางจังหวัดพร้อมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัศมี ชูทรงเดช นักโบราณคดีและเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ 3 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เข้าตรวจสอบวัตถุโบราณ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เบื้องต้นแจ้งว่าให้ทราบว่า เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 3,000 ปี และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร พร้อมเตรียมนำข้อมูลเสนอไปตามขั้นตอน เพื่อสืบค้นหาแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ล่าสุด ลุงแจ้ง ได้ทำการขุดค้นเพิ่มเติม หลังจากเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร จ.พระนครศรีอยุธยา ได้เข้ามาดำเนินการขุดค้น เพื่อนำไปตรวจสอบอย่างละเอียด พบโครงกระดูกมนุษย์ ฟอสซิลสัตว์ ขวานหิน เครื่องปั้นดินเผาเพิ่มอีก ลึกจากพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตร บริเวณใกล้เคียงกับที่ขุดพบเดิม นายสมเกียรติ เล่าให้ฟังว่า หลังจากเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรทำการขุดวัตถุโบราณ เพื่อนำไปตรวจสอบแล้ว พื้นที่นาดังกล่าว ตนจึงให้คนอื่นมาเช่าทำไร่อ้อย เมื่อจะทำการไถปรับหน้าดินเพื่อทำไร่อ้อย ตนจึงลงมือเร่งขุดหาวัตถุโบราณ ใกล้เคียงกับที่เดิม และได้พบโครงกระดูกมนุษย์ ฟอสซิลสัตว์ ขวานหิน เครื่องปั้นดินเผาเพิ่มขึ้นอีก นายสมเกียรติ เล่าต่อว่า จึงทำการเซาะโครงกระดูกที่ติดกับเครื่องใช้ต่าง ๆ และเคลื่อนย้ายมาเก็บรักษาไว้ในบ้านของตนเอง แต่กลัวว่าจะเกิดแตกหักเสียหาย จึงได้นำมุ้งมาห่อแล้วมัดด้วยเชือกอย่างแน่นหนา นำมาเก็บไว้ที่บ้าน ซึ่งตนเองคิดอยากจะให้ทางราชการ สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อเก็บไว้ให้ลูกหลานได้ดูในพื้นที่ของตนเอง ด้าน น.ส.นิษฐกานต์ คุณวัชระกิจ วัฒนธรรมจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า หลังจากทราบเรื่อง เมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วย นางวันทนีย์ มีแสง ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม และเจ้าหน้าที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอ่างทอง ได้ลงพื้นเพื่อติดตามการพบโครงกระดูกโบราณ บริเวณบ้านพักของนายสมเกียรติ เบื้องต้นประสานสำนักศิลปากรที่ 3 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งพบว่าเป็นโครงกระดูกและฟอสซิลชุดเดียวกับที่เคยขุดค้นพบ น.ส.นิษฐกานต์ กล่าวต่อว่า สันนิษฐานเบื้องต้นว่ามีอายุเก่าแก่ 2,500-3,000 ปี เป็นยุคสำริดเข้าสู่ยุคหินใหม่ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้ขุดนำโครงกระดูกที่มีความสมบูรณ์ไปทำการตรวจสอบอย่างละเอียด จำนวน 5 โครง ส่วนที่มีข่าวว่าพบมัมมี่ ซึ่งขอยืนยันว่าโครงกระดูกที่ถูกค้นพบเพิ่มไม่ใช่มัมมี่ แต่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านของนายสมเกียรติที่กลัวว่าจะแตกหักเสียหายในระหว่างเคลื่อนย้าย จึงได้นำมุ้งมาห่อแล้วมัดด้วยเชือกรวมกันมาทั้งโครงกระดูกและข้าวของเครื่องใช้ที่ติดกันอยู่ หลังให้เช่าที่นาปลูกไร่อ้อย น.ส.นิษฐกานต์ กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องพิพิธภัณฑ์ ทางสำนักศิลปากรที่ 3 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แจ้งไปที่กรมศิลปากรแล้ว เพื่อทำการศึกษาว่าคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งต้องรอผลการตรวจสอบอย่างละเอียด โดยวัตถุโบราณต่าง ๆ ได้ถูกนำไปเก็บไว้ที่บ้านของลุงสมเกียรติ และอยากจะให้สร้างในพื้นที่บริเวณบ้าน โดยจะต้องนำเรื่องดังกล่าวประชุมหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องถึงความเหมาะสมต่อไป

สาวรับจ้าง…!! ตัดมันสำปะหลังถึงกับผงะ..พบกระดูกชายปริศนาโผล่ท้องร่องกลางไร่มันฯเมืองสองแคว

สาวรับจ้างตัดมันสำปะหลังถึงกับผงะ..พบกระดูกชายปริศนาโผล่ท้องร่องกลางไร่มันฯเมืองสองแคว โร่แจ้ง ผญบ.-ตำรวจ ตรวจสอบพบสวมกางเกงเหมือนผู้ต้องขังหรือกางเกงจับหมู ปักชื่อ“เหล็กไฟ” คาดถูกฆาตกรรมอำพราง วันนี้(15 พ.ย.63 )ร.ต.อ.สุรพงศ์ เหมือนศรีชัย รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองพิษณุโลก รับแจ้งมีชาวบ้านพบร่างคนกลางไร่มันสำปะหลัง พื้นที่ หมู่ 11 บ้านร้องหวายฝาด ต.ดอนทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก จึงรายงานผู้บังคับบัญชา ก่อนเดินทางไปตรวจสอบพร้อมด้วย พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า ผบก.ภ.จว.พิษณุโลก พ.ต.อ.สุทัศน์ มณสวัสดิ์ รอง ผบก.ภ.จว.พิษณุโลก ตลอดจนตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจวิทยาการ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 6 แพทย์เวรโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร และเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยข่าวภาพ ที่เกิดเหตุเป็นไร่มันสำปะหลังพื้นที่กว่า 10 ไร่ ห่างไกลบ้านเรือนประชาชน พบชาวบ้านกำลังจับกลุ่มมุงดูเหตุการณ์เป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ต้องกั้นไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในจุดเกิดเหตุ ก่อนเข้าไปตรวจสอบพบโครงกระดูกมนุษย์ถูกฝังไว้ในท้องร่องแปลงปลูกมันสำปะหลัง โดยมีชิ้นส่วนกระดูกท่อนขาโผล่ออกมา เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯได้ช่วยกันใช้จอบและเสียมค่อยๆ ขุด เพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาชันสูตรพลิกศพ ท่ามกลางกลิ่นโชยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ กระทั่งพบลักษณะผู้เสียชีวิตสวมเสื้อคลุมลายพรางทหาร ทับเสื้อไหมพรมสีแดง นุ่งกางเกงขาสั้นสีดำ มีกระเป๋าย่ามภายในมียาเส้น ไฟแช็ค และยารักษาโรคจำนวนหนึ่ง และพระเครื่อง 1 องค์ คอสวมสร้อยประคำ 1 เส้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน เบื้องต้นคาดว่าเป็นเพศชายอายุระหว่าง 40 – 50 ปี เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือน จนเนื้อเริ่มเน่า หัวกะโหลกและชิ้นส่วนร่างกายอื่นๆ อยู่ครบ กระดูกท่อนขาขวาและกระดูกปลายแขนขวาถูกดามด้วยเหล็กเอาไว้ ซึ่งน่าจะเคยประสบอุบัติเหตุมาก่อน ส่วนขากรรไกรหักยังไม่ทราบว่าถูกทำร้ายร่างกายมาก่อนหรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องส่งศพไปที่แผนกนิติเวชโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ทำการตรวจเก็บหาดีเอ็นเอของผู้เสียชีวิตเพื่อใช้ยืนยันว่าผู้ตายเป็นใครมาจากไหน และถูกฆาตกรรมอำพรางจริงหรือไม่ นางลำเพย ลีปลา อายุ 49 ปี ผู้พบศพคนแรก ให้การว่ามารับจ้างตัดมันสำปะหลัง ระหว่างที่ตัดต้นมันฯสังเกตเห็นว่าในท้องร่องมีชิ้นส่วนกระดูกโผล่มา ตอนแรกคิดว่าเป็นกระดูกสุนัข จึงใช้มีดเขี่ยดูก็พบว่าเป็นกระดูกขนาดใหญ่และมีเศษเหล็กดามเอาไว้ ด้วยความตกใจคิดว่าน่าจะเป็นโครงกระดูกของคนแน่ จึงรีบไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านให้รับทราบเรื่อง ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบ ซึ่งคาดว่าผู้ตายน่าจะถูกฆาตกรรมมาจากที่อื่น แล้วนำร่างมาฝังไว้ในไร่มันสำปะหลังเพื่ออำพราง ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามชาวบ้านในพื้นที่ พบว่ายังไม่มีใครแจ้งความคนหายเอาไว้ และคาดว่าโครงกระดูกที่พบไม่ใช่คนในพื้นที่เกิดเหตุ ส่วนหลักฐานสำคัญในที่เกิดเหตุที่พบนั้น คือ ผู้ตายสวมใส่กางเกงขาสั้นที่เป็นกางเกงคล้ายกันกับที่นักโทษชายในเรือนจำสวมใส่ ซึ่งเรียกกันว่ากางเกงจับหมู ปักชื่อว่า “เหล็กไฟ” แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุให้แน่ชัดได้ว่าจะเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรมหรือไม่ ซึ่งจะต้องรอผลทางนิติวิทยาศาสตร์อีกครั้ง

เกิดเหตุอัศจรรย์ กระดูกของแม่เฒ่าวัย 88 ปี หลังจากประกอบพิธีเผาทางศาสนาแล้ว กลายเป็นทอง

วันที่ 28 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่โรงงานปุ๋ยดาวปูแดง เลขที่ 99 หมู่ 3 บ้านหนองวัลย์เปรียง ต.ทุ่งคอก อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี จากการที่มีข่าวลือว่ากระดูกของแม่เฒ่าวัย 88 ปี หลังจากประกอบพิธีเผาทางศาสนาแล้ว ลูกหลานเก็บเถ้ากระดูกออกมา เกิดเหตุอัศจรรย์ เนื่องจากอัฐิมีสีทองเหลืองอร่ามคล้ายทองคำ หลังข่าวแพร่สะพัดมีชาวบ้านมานั่งมุงดูกระดูกที่มีรูปร่างต่างๆ พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นกระดูกคนมีบุญ ต่างก็ขอนำไปกราบไหว้ เพื่อเคารพบูชา นายเชน ใจซื่อ อายุ 58 ปี ประธาน และเจ้าของโรงงานปุ๋ยดาวปูแดง ลูกชายเล่าให้ฟังว่า กระดูกที่มีสีเหลืองอร่ามเป็นทองคำนั้นคือ เถ้าอัฐิของ คุณแม่ใช้ ใจซื่อ อายุ 88 ปี ที่ได้เสียชีวิตลงด้วยอาการสงบ เมื่อช่วงค่ำเวลา 19.29 น. วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2563 ด้วยโรคชราภาพ ลูกหลานได้กำหนดจัดพิธีสวดอภิธรรม เวลา 20.00 น. เป็นเวลา 5 คืน เริ่มจากคืนวันที่ 20-24 มิ.ย. โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต.หลายแห่งพร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ ญาติสนิท และเพื่อนๆ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ณ ศาลาการเปรียญ วัดหนองวัลย์เปรียง ต.ทุ่งคอก อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี จากนั้นได้จัดพิธีฌาปนกิจขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 25 มิ.ย. เวลา 14.00 น. ที่เมรุสถานวัดหนองวัลย์เปรียง ต่อมาในขณะที่ นายมาดามพ์ แก้วน้อย อายุ 42 ปี นายป่าช้าทำหน้าที่สัปเหร่อประจำวัด พร้อมด้วยลูกหลานได้ร่วมกันทำพิธีเก็บเถ้ากระดูก เพื่อนำมาประกอบพิธีทำบุญคลุมบาตรตามประเพณีอยู่นั้นพบว่า กระดูกส่วนใหญ่มีสีขาวโพลน เป็นรูปร่างต่างๆ จำนวนมาก แต่มี 2 ชิ้น ที่มีสีเหลืองอร่ามเหมือนทองคำ ทำให้ผู้พบเห็นต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆ นานา ว่าเป็นเถ้าอัฐิกระดูกของคนมีบุญ อีกทั้งจะขอแบ่งกระดูกสีเหลืองทองไปเพื่อกราบไหว้บูชา นายเชน เล่าให้ฟังอีกว่า ตามปกติคุณแม่ใช้ ใจซื่อ เมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่เป็นคนใจบุญ เป็นคนร่าเริงแจ่มใส มีจิตใจโอบอ้อมอารี เป็นผู้ชอบทำบุญ นั่งสมาธิ และปฏิบัติธรรม แม้แต่ขณะล้มป่วยก็ยังให้บุตรหลานประครองขึ้นมาตักบาตรพระก่อนจะเสียชีวิต อีกทั้งยังเป็นผู้มีความมานะอุตสาหะ ขยัน เสียสละ เข้มแข็ง อดทน ได้สร้างรากฐานให้ลูกๆ มีที่ทำมาหากิน คุณแม่ใช้ จึงเป็นศูนย์รวมจิตใจของครอบครัวเป็นที่รักของลูกหลานทุกคน จนได้รับโล่รางวัลคุณแม่ดีเด่นแห่งชาติ จากท่านหญิงประภาพันธุ์ กรโกสียกาจ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ตนเชื่อว่า คุณแม่ใช้ เป็นผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทั้ง กาย วาจา ใจ เป็นผู้หมดแล้วซึ่งกิเลส อัฐิธาตุจึงเป็นพระธาตุสีทอง ต่างจากคนทั่วไปที่ยังมีกิเลสอยู่ ทางด้าน พระครูใบฎีกาสุรพล มหาปญฺโญ หรือหลวงพ่อพล เจ้าอาวาส วัดหนองวัลย์เปรียงเปิดเผยว่า การที่อัฐิธาตุ คุณโยมใช้ เป็นสีทองนั้น ตนเห็นของจริงเมื่อตอนอยู่บนศาลา โดยปกติกระดูกของคนทั่วไปที่เผาแล้วจะเป็นสีขาวข้างในเป็นสีดำ ถือว่ายังไม่สิ้นกิเลส ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าบอกไว้ว่า อัฐิธาตุของแต่ละองค์ไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นอริยบุคคล หรือพระอรหันต์แล้ว กระดูกจะเป็นแปรเป็นพระธาตุ เป็นสีต่างๆ เป็นเพชรนิลจินดา เป็นสีทับทิมจิปาถะ เรียกว่าธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ แปรเป็นพระธาตุหมด จะต่างจากคนธรรมดาไม่บรรลุธรรม สำหรับเรื่องนี้ก็เป็นความเชื่อของแต่ละบุคคล

พบโครงกระดูกกลางทุ่งร้าง!!ปราจีนบุรี 

พบโครงกระดูกกลางทุ่งร้าง!!ปราจีนบุรี  เมื่อเวลา 08.50 วันนี้ พ.ต.ท.วีรพล สิทธิพันธ์ สารวัตรสอบสวน สภ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี ได้รับแจ้งว่ามีคนพบโครงกระดูกมนุษย์อยู่ในทุ่งนาร้าง จึงรายรายให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น จากนั้นได้ประสานแพทย์เวร พิสูจน์หลักฐาน กู้ภัยตรวจสอบเหตุดังกล่าว ที่เกิดเหตุอยู่ในทุ่งนาร้างของราษฎรคนหนึ่ง ม.6 ต.ดงบัง อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี พ.ต.อ.พงศ์พันธ์ พลวงษ์ศรี ผกก.พร้อมชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุดังกล่าวทันที ในที่เกิดเหตุพบโครงกระดูกมนุษย์อยู่ในพงไม้เตี้ยๆข้างสระน้ำกลางทุ่งนาอยู่ในสภาพเหลือแต่โครงกระดูก หัวกระโหลกกระดูกท่อนขาอยู่ในลักษณะนอนหงาย สวมเสื้อลายพลางทับลายสะก็อตนุ่งกางเกงขาสั้นสามส่วน พิสูจน์หลักฐานกล่าวว่าจากการตรวจสอบในเบื้องต้นเป็นโครงกระดูกเพศชายเสียชีวิตมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี น่าจะเกิดจากเป็นลมเสียชีวิตหรือถูกสัตว์มีพิษกัดอยู่ในป่า ผกก.สอบถามชุดสืบสวนว่าที่ผ่านมามีคนมาแจ้งคนหายหรือไม่ได้รับคำตอบว่าไม่มี ด้านนายพิชัย นึกรักษ์ ผู้ใหญ่บ้าน ม.6 กล่าวว่าที่ผ่านมาในรอบปีไม่มีลูกบ้านแจ้งคนหายแต่อย่างใด คาดว่าน่าจะเป็นคนต่างถิ่นเข้ามาหาเถาเครือเถาวัลย์ไปทำเครื่องจักรสานเพราะรู้ว่ามีคนในหมู่บ้านระแวกนี้วมถึงใกล้เคียงเข้ามาหาเถาเครืออยู่บ่อยๆช่วงหน้าแรง ผู้ตายอาจจะเข้ามาคนเดียวเพื่อมาหาเถาเครือไปขายให้ร้านทำเครื่องจักรสาน อาจเป็นลมหมดสติเองหรือไม่ก็ถูกงูพิษกัดตายเพราะที่นี่มีงูชุกชุม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งมอบชิ้นส่วนโครกกระดูกไปที่รพ.ตำรวจต่อไป… ภาพ/ข่าว:ทองสุข สิงห์พิมพ์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดปราจีนบุรี/รายงาน…

ไม่ติดใจ!! พี่ชาย “วิศวกรเสียชีวิต 7 ปี” ดีใจพบน้องแม้จะเหลือเพียงกระดูก

ครอบครัวของวิศวกรหนุ่มที่เสียชีวิตในบึงน้ำพร้อมกับรถยนต์ส่วนตัว นานกว่า 7 ปี ที่จังหวัดขอนแก่นพร้อมเปิดใจ ไม่เชื่อว่าน้องชายจะถูกฆาตกรรมและไม่ติดใจการเสียชีวิตครั้งนี้ แม้ว่าตลอด 7 ปี ที่ตามหาน้องสุดท้ายจะพบเหลือเพียงกระดูก แต่อย่างน้อยก็ได้พบเขา ขณะนี้รอผลชันสูตรจากสถาบันนิติเวช เพื่อเตรียมนำศพไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิด ความคืบหน้าคดีพบศพวิศวกรหนุ่มเสียชีวิตร่างจมอยู่ในน้ำพร้อมกับรถเก๋งนานกว่า 7 ปี ที่หนองน้ำขาว ต.ท่าช้าง อ.เมืองจันทบุรี ขณะทำการฝึกซ้อมว่ายน้ำ แล้วพบว่าเป็นโครงกระดูกของ นายเรืองฤทธิ์ จิตรโท อายุ 35 ปีนั้น ล่าสุด นายอาทิตย์ จิตรโท พี่ชายของผู้เสียชีวิตให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวว่า วันนี้คือคำตอบของการตามหาน้องชาย มาตลอด 7 ปี แม้ว่าสุดท้ายพบว่าเขาเสียชีวิต แต่ก็ดีใจที่รู้ว่าเขาไม่ได้หายไปไหน ครอบครัวทำทุกวิถีทางในการตามหาตั้งแต่วันแรกที่น้องชายขาดการติดต่อ ด้วยการประกาศตามหาคนหาย และทำถึงการดูดวงชะตา แต่ก็ตามหาไม่เจอ ซึ่งการพบว่าสุดท้ายแล้วน้องชายเสียชีวิต ครอบครัวต้องทำใจให้ได้ และไม่อยากมองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นการถูกฆาตกรรม และไม่ต้องการให้โทษใคร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ  นอกจากนี้ พี่ชายยังยอมรับว่าเป็นพี่น้องที่โตมาด้วยกัน น้องชายมีนิสัยที่สนุกสนานร่าเริง แต่อาจมีบางครั้งที่เก็บเรื่องในใจไว้ ขณะนี้ศพของน้องอยู่ที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ครอบครัวรอการติดต่อให้ไปรับ หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการตรวจของตำรวจแล้ว ซึ่งจะไปรับศพประกอบพิธีทางศาสนา ที่บ้านเกิด ทั้งนี้ แนวทางการสืบสวน ตำรวจได้สำนักงานขนส่งในการตรวจสอบหมายเลขทะเบียนรถเก๋ง พบข้อมูลทราบว่า ผู้ครอบครองเป็นผู้หญิง อายุ 35 ปี อยู่ ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.จันทบุรี ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน จ.จันทบุรี และให้การว่าเป็นเจ้าของรถเก๋งคันดังกล่าวจริง ส่วนนายเรืองฤทธิ์ หรือ กบ จิตรโท เป็นอดีตแฟนหนุ่ม ขณะนั้นทำงานเป็นวิศวกรอยู่บริษัทกระดาษชื่อดัง ที่กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี โดยในวันสุดท้ายที่พบกัน นายเรืองฤทธิ์ อดีตแฟน ได้มาหาที่จันทบุรี ขณะที่พูดคุย นายเรืองฤทธ์ บอกว่า เครียดมาก จากเรื่องปัญหาที่ทำงาน และอยากลาออก หลังจากนั้น นายเรืองฤทธิ์ ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่สามารถติดต่อได้ จึงไปแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองจันทบุรี หลังจากนั้นคนที่รู้จัก นายเรืองฤทธิ์ ได้ประกาศตามหาตัวพร้อมกับรถว่าหายไปตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 หรือประมาณ 7 ปีที่แล้ว จนกระทั่งมาทราบภายหลังว่า นายเรืองฤทธิ์เสียชีวิตอยู่ในรถเก๋งที่จมอยู่ในน้ำ เบื้องต้น ตำรวจสันนิษฐานน่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย ทั้งจากขวดยาฆ่าแมลงที่พบในรถ ตำแหน่งกุญแจเปิดสวิตช์ทำงาน เกียร์เข้าโหมด D3 เดินหน้า โดยสาเหตุหลักน่าจะมาจากเรื่องความเครียดจากปัญหาส่วนตัว