งานเข้าอีก! กรมสรรพากร​ จะเข้าตรวจสอบ​ ภาษีเงินได้จากการทำธุรกิจออนไลน์ของ พิมรี่พาย

กรณี ‘พิมรี่พาย’ หรือ น.ส.พิมรดาภรณ์ เบญจวัฒนะพัชร์ ‘เน็ตไอดอล’ และยูทูบเบอร์ชื่อดัง เจ้าของแฟนเพจพิมรี่พาย เครื่องสำอาง และความเฮง ลงคลิป ‘สุขสันต์วันเด็ก’ ด้วยการนำอุปกรณ์ไปช่วยอำนวยความสะดวกให้เด็กที่หมู่บ้านแม่เกิบ ต.นาเกียน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ โดยหมู่บ้านดังกล่าวไม่มีไฟฟ้าใช้ จึงทุ่มเงินกว่า 5 แสนบาทเพื่อนำแผงโซลาร์เซลล์เข้าไปติดตั้ง พร้อมด้วยอุปกรณ์อื่น ๆ อย่างไรก็ดีมีบางฝ่ายมองว่า ‘พิมรี่พาย’ อาจแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ ‘ฉาบฉวย’ และไม่ยั่งยืน ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนเจ้าตัวออกโรงปกป้องเช่นกันว่า ถ้าไม่มีคนทำหรือช่วยเหลือก่อน คงไม่มีหน่วยงานรัฐที่ไหนเหลียวแล เป็นต้น ตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2564 พบว่า น.ส.พิมรดาภรณ์ เบญจวัฒนะพัชร์ เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ในธุรกิจเสริมความงามอย่างน้อย 2 แห่ง ได้แก่ 1.บริษัท พิมรี่พาย สกินแคร์ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2562 ทุนปัจจุบัน 1 ล้านบาท แจ้งประกอบธุรกิจกิจกรรมคลินิกโรคเฉพาะทาง ตั้งอยู่ที่ 345/1 ซ.งามวงศ์วาน 47 […]

ไขข้อสงสัย เงินบริจาคช่วยน้ำท่วมที่โอนให้ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ต้องเสียภาษีมั้ย

จากกรณีที่ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ได้เป็นตัวกลางในการเปิดรับบริจาคผ่านทางบัญชีส่วนตัว ซึ่งหลังจากเปิดรับก็มีประชาชนโอนเงินเข้ามาช่วยเหลือผู้ประสบภัยจำนวนมาก จากกรณีสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนหลายครัวเรือน โดยที่ผ่านมา บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ได้ประกาศผ่านเพจตนเอง เตรียมเดินทางไปช่วยเหลือและมอบเงินให้แก่พี่น้องชาวอุบล ที่กำลังเผชิญวิกฤตน้ำท่วม เมื่อวันที่ 16ก.ย.62ซึ่งผ่านไปเเค่ไม่กี่วัน ยอดบริจาคพุ่งไปเเตะหลายร้อยล้านล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก TaxBugnoms ได้ออกมาโพสต์ข้อความ โดยมีเนื้อหาดังนี้การรับเงินบริจาคแบบพี่บิณฑ์แบบนี้ จะโดนส่งข้อมูลให้พี่สรรพากรไหมครับ? มีหลายคนถามปัญหานี้เข้ามา พร้อมกับแทคเพจTaxBugnomsให้พรี่หนอมช่วยตอบที ขออนุญาตตอบเป็นความเห็นโดยอ้างอิงตามหลักการกฎหมายดังนี้ครับ 1. ถ้าถามว่า จะโดนส่งข้อมูลไหม คำตอบคือ ถ้าเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ นั่นคือ ตั้งแต่ 3,000 ครั้ง/ปี ขึ้นไป หรือ 400 ครั้ง/ปี และมียอดเงินตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ย่อมจะถูกส่งข้อมูลอยู่แล้วครับดังนั้น ถ้าถามว่ากรณีพี่บิณฑ์ถูกธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร คำตอบคือ ต้องถูกส่ง และถูกส่งภายในวันที่ 31 มีนาคม 2563 ตามเงื่อนไขของกฎหมาย 2. แต่ประเด็นต่อคือ จะถูกประเมินภาษีไหม? คำตอบตรงนี้ต้องแยกก่อนว่า กรณีที่ธนาคารส่งข้อมูลให้กับสรรพากรนั้น ทางสรรพากรเองไม่สามารถประเมินภาษีได้ทันที หรือถ้าจะประเมินจากกรณีนี้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ถูกต้องสักเท่าไร […]

อย่าหลงเชื่อ! ข่าวรัฐบาลชุด พลเอก ประยุทธ์ เรียกเก็บภาษีของสินสอดแต่งงานต่อสาธารณะชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเพจเฟซบุ๊กข่าวจริงประเทศไทย ได้ชี้แจงกรณีที่มีข่าวเผยแพร่ online ว่า รัฐบาลชุด พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ศึกษามาเป็นเวลากว่า 4 ปีและ ในวันนี้ (6 ส.ค.62) ได้แถลงการณ์ข้อบังคับการเรียกเก็บภาษีของสินสอดแต่งงานต่อสาธารณะชน พร้อมแจ้งไปยังอธิบดีกรมสรรพากรให้มีผลบังคับใช้ทันทีในวันที่ 1 กันยายน 2562 นั้น นายปิ่นสาย สุรัสวดี โฆษกกรมสรรพากร ได้ชี้แจงว่า ข่าวที่มีการแชร์ไม่เป็นความจริง รัฐบาลไม่ได้มีการออกกฎหมายใหม่ให้กรมสรรพากรไปเก็บภาษีจากเงินสินสอดงานแต่งงานตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด  

กรมสรรพากร ใช้ระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาวิเคราะห์ข้อมูลภาษี เพื่อเร่งเก็บพวกหนีภาษี

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยภายหลังการประชุมสัมมนาผู้บริหารกรมสรรพากรทั่วราชอาณาจักรว่า ได้ให้นโยบายผู้บริหารสรรพากรจากทั่วประเทศ ใช้ระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาวิเคราะห์ข้อมูลภาษี และเร่งเก็บภาษีในกลุ่มผู้ที่หลีกเลี่ยงอย่างเข้มข้น เพื่อให้สามารถจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2562 นี้ให้เข้าเป้าหมายที่ 2 ล้านล้านบาท หลังจากในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ 2562 (มิ.ย.-ก.ย.62) มีแนวโน้มที่กรมฯ จะเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และปัญหาสงครามการค้า ส่งผลทำให้การส่งออกและนำเข้าลดลง รวมถึงสถานการณ์ทางการเมือง ที่ทำให้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มลดลงจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว “ในช่วง 8 เดือนของปีงบประมาณ 62 (ต.ค.61 -พ.ค.62) กรมฯ สามารถจัดเก็บภาษีได้จำนวน 1.22 ล้านล้านบาท เกินเป้าหมาย 3.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเกินเป้าครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี เป็นผลมาจากการจัดเก็บภาษีปิโตรเลียม การเคลียร์ประเด็นข้อกฎหมายต่าง ๆ แต่ก็พบว่าในระยะหลัง มีหลายเดือนเก็บภาษีได้หลุดเป้าหมาย เช่น เดือน ก.พ.-เม.ย. และในช่วง 4 เดือนสุดท้าย น่าจะต่ำกว่าเป้าหมายอีก จึงให้มีการเร่งตรวจสอบ โดยพุ่งเป้าไปที่คนหนีภาษี เพราะเป็นการเอาเปรียบคนอื่น […]

โฆษกกรมสรรพากร เผยความคืบหน้ากฎหมายการจัดเก็บภาษี อีก 2 ปี Facebook ก็โดนด้วย

นายปิ่นสาย สุรัสวดี รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้ากฎหมายการจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) นั้น ปัจจุบันทางกรมสรรพากรกำลังปรับปรุงข้อบังคับใช้ในกฎหมายร่วมกันกับคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้กฎหมายมีความรัดกุมในการจัดเก็บภาษีมากยิ่งขึ้น ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่แล้ว “ในส่วนของหลักการของกฎหมาย กรมสรรพากรไม่ได้แก้ไข เพียงแต่เป็นปรับปรุงข้อปฏิบัติให้สามารถบังคับใช้ได้รัดกุมมากยิ่งขึ้น ในเรื่องการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT)จากการนำเข้าสินค้า ซึ่งแต่เดิมผู้บริโภคในประเทศจะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม(ภ.พ.36) ต่อกรมสรรพากรเมื่อนำเข้าสินค้า แต่ที่ผ่านมาผู้บริโภคละเลยการเข้ามาเสียภาษี ยกเว้นผู้ประกอบการที่มีการจดภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ดังนั้นกฎหมายนี้ จะเปลี่ยนเป็นอนุญาตให้ผู้ประกอบการต่างชาติที่ส่งสินค้าจะต้องคิดภาษีมูลค่าเพิ่มมาในสินค้าเลย ก่อนจะส่งภาษีในส่วนนี้กลับมาให้กรมสรรพการแทนผ่านระบบออนไลน์” นายปิ่นสาย กล่าวว่า ทั้งนี้กรมสรรพากรไม่ได้จะมุ่งจัดเก็บภาษีจากพ่อค้าและแม่ค้าออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่ตามกฎหมายของกรมสรรพากกร ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล หากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภายใน 30 วัน และจะต้องเสียภาษีให้ถูกต้อง “ ขณะที่การจัดเก็บภาษีจากแพลตฟอร์มบริการจากต่างประเทศโดยตรง อาทิ เฟสบุ๊ค (facebook)เป็นต้น นั้นยังเป็นไปได้ยาก เนื่องจากกรมสรรพากรสามารถเก็บภาษีจากผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเท่านั้น และแพลตฟอร์มเหล่านี้ยังมีการจดทะเบียนที่ต่างประเทศ ซึ่งเปิดเป็นแพลตฟอร์มให้บริการกับบุคคลทั่วไปเข้ามาใช้ประโยชน์ อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้กรมสรรพากร ได้มีการหารือกับองค์กรภาษีระหว่างประเทศแล้ว และคาดว่าเรื่องนี้ยังต้องใช้เวลา 1-2 ปี กว่าไทยสามารถจัดเก็บภาษีได้”

1 2 3 4