“บ่อน้ำบาดาลร้าง” ขุดตั้งเเต่ปี 2558 ตอนนี้ปล่อยไร้ประโยชน์

เมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา นายปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก(พรรคก้าวไกล) ได้ลงตรวจสอบพื้นที่บ่อน้ำบาดาล พบบ่อน้ำบาดาลที่ไม่ได้ใช้งานในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก 1 บ่อ     หลังจาก นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้ทราบเรื่องการตรวจสอบดังกล่าวเเล้ว ออกมากล่าวว่า ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่ได้แจ้งข้อมูลมายังกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เเละได้สอบถามรายละเอียดไปยัง นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ทราบว่าบ่อน้ำบาดาล ซึ่งตั้งอยู่ หมู่ 9 ต.วัดพริก อ.เมืองพิษณุโลก เป็นบ่อที่เจาะโดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเมื่อปี พ.ศ. 2558 แต่ปัจจุบัน ได้ถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง ไม่ได้มีการนำมาใช้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ (จันทร์ที่ 5 เมษายน 2564) นายศักดิ์ดา เตรียมการจัดส่งเจ้าหน้าที่ เข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกับท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชน สามารถสูบน้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ ทั้งนี้ หากประชาชนท่านใดพบเห็นปัญหาในลักษณะดังกล่าวสามารถแจ้งเข้ามาได้ที่ 02-666-7000ด้

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ยืนยัน! ‘น้ำผุโซดา’ ดื่มได้ คุณภาพเทียบเมืองนอก

วันนี้ ( 15 ก.พ. 64 )นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แถลงผลการตรวจสอบ สภาพของน้ำพุที่เกิดจากการขุดเจาะบ่อบาดาลในพื้นที่หมู่ 19บ้านทุ่งคูณ จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีรสชาติเหมือนน้ำดื่มที่ใสสะอาดทั่วไป แต่กลับมีรสซ่าคล้ายกับโซดา   ซึ่งที่ผ่านมาผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ได้มีการทดสอบเก็บน้ำพุดังกล่าวไว้ข้ามคืน และพบว่าน้ำเกิดการเปลี่ยนสีเป็นขุ่นๆ ออกน้ำตาล และมีกลิ่น จึงได้มีการเตือนประชาชนในพื้นที่ว่าการดื่มน้ำดังกล่าวอาจจะไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้ที่นำไปดื่ม ล่าสุดผลการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ (ห้องแล็บ) ของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลถึงสาเหตุที่มีรสซ่าคล้ายโซดานั้น พบว่ามีปริมาณสารไบคาร์บอเนตสูงกว่าปกติ ซึ่งทำให้เกิดรสชาติซ่า และไม่พบสารพิษปนเปื้อน แต่จะมีธาตุเหล็กที่ทำให้น้ำมีสี และมีปริมาณสูง อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เปิดเผยว่า น้ำพุบาดาลที่ขุดได้ มีการนำน้ำแร่ที่มาจากประเทศเยอรมันราคา 3,000 บาท ที่มีขายในท้องตลาด มาทำการทดสอบเปรียบเทียบ ซึ่งพบว่าน้ำพุบาดาลมีแร่ธาตุที่มีคุณภาพดีมากกว่าน้ำแร่จากต่างประเทศ โดยมีการทดสอบถึงสามครั้ง พบว่ามีค่าไบคาบอเนตสูงกว่า 2 เท่า รวมถึงมีธาตุเหล็ก ส่วนกรณีทิ้งไว้แล้วมีสีนั้นถือเป็นปกติ เพราะมีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบ ซึ่งจะต้องกรองตะกอนเหล็กออกก่อน จึงจะสามารถดื่มกินได้ โดยเตรียมที่จะขุดเพิ่มอีก 3 บ่อ และสร้างระบบกระจายน้ำเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ในการเกษตรและการบริโภค สำหรับบ่อน้ำดังกล่าว เป็นการเจาะลงไปที่ลึกประมาณ 303 เมตร เพื่อสำรวจพื้นที่เจาะน้ำบาดาล ตามโครงการสำรวจศึกษาและพัฒนาน้ำบาดาลในแหล่งกักเก็บในหินแข็งระดับลึกในพื้นที่ธรณีวิทยาโครงสร้างซับซ้อน ต.ห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี จำนวน 21 หมู่บ้าน โดยปัจจุบันยังคงมีน้ำพุ่งขึ้นมาเป็นน้ำพุ และจากการตรวจสอบไม่พบว่าแรงดันน้ำลดลงแต่อย่างใดโดยปริมาณน้ำที่ตรวจวัดได้นั้นมีปริมาณน้ำ 1,200 ลบ.ม./บ่อ ซึ่งคาดว่ามีปริมาณน้ำ 500 ล้านลบ.ม. สามารถนำมาใช้อย่างจำกัดได้อยู่ที่ 2,400 ลบ.ม./วัน รวมแล้วจะสามารถแจกจ่ายน้ำให้กับประชาชนใช้สำหรับแก้ไขภัยแล้งได้ 500,000 ลบ.ม.ต่อปี ซึ่งกรมน้ำบาดาลจะเข้าไปพัฒนาให้เป็นระบบบาดาลระยะไกล และจะประกาศให้เป็นเขตควบคุมน้ำบาดาล ทำระบบการกระจายน้ำให้เกษตรกร ครอบคลุมพื้นที่ 3,000 ไร่