“ให้รักพิพากษา”บิดเบือนหรือแค่บันเทิง?!

กลายประเด็นร้อนที่ชาวเน็ตบนโลกออนไลน์ รวมทั้งคนในแวดงกฏหมาย อัยการ ทนายความ สะเทือนถึงวงการบันเทิง ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในตอนนี้  หลังจาก นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนาย นายพชร ยุติธรรมดำรง ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) เเละอดีตอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊ก ตำหนิละครดังทาง ช่อง 3เรื่อง  “ให้รักพิพากษา”ของค่ายชลลัมพี  กำลังบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำงานของอัยการ และตำแหน่งผู้พิพากษา ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้     โดยได้ยกตัวอย่างที่ละครบิดเบือนบางส่วนว่ามีการนำเสนอที่บิดเบือนการทำงานของอัยการที่เสียหายมาก เช่น คดีไม่สำคัญมอบอัยการผู้ช่วยทำ หรือ ชวนทนายมาเป็นอัยการเพราะกำลังขาดคน หรือการทำงานโดยเลือกเอาเอกสารออกจากสำนวน ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดทำให้สังคมเข้าใจบทบาทอัยการที่ไม่ถูกต้องอย่างรุนแรง กระทบต่อความรู้สึกของอัยการทั่วประเทศ ซึ่งต้นตอฉากที่กลายเป็นดราม่า คือฉากที่แฟนเก่าของทิชา (เบลล่า ราณี) คือ (อ้น สราวุฒิ) ซึ่งเป็นอัยการมาง้อขอเธอคืนดีด้วยการ “ชวนไปเป็นอัยการที่สำนักงาน” โดยบอกว่า “เป็นอัยการดีกว่าเป็นทนายเอกชน มีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ จะขยับไปเป็นผู้พิพากษาก็ได้ จะเล่นการเมืองก็ได้”       ถ้าจะมองย้อนไปในเรื่องนี้”ทีวีพูล”ขอสรุปเรื่่องราวดราม่าเป็นข้อๆ ให้เข้าใจง่ายๆ  ทั้งจากคนในแวดวงกฏหมาย และฝั่งคนดูละคร ให้เห็นมุมมองทั้ง 2 ฝ่ายแบบชัดเจน 1.คนในแวดวงกฎหมายบอกว่าละครให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแก่สังคมเกี่ยวกับวิชาชีพทางกฎหมาย เช่น อัยการเป็นข้าราชการของรัฐ จะเป็นอัยการได้จึงต้องสอบบรรจุ ไม่ใช่ใครมาเชิญก็ได้เป็น อัยการขยับไปเป็นผู้พิพากษาไม่ได้ เพราะสำนักงานอัยการสูงสุดกับศาลยุติธรรมเป็นคนละองค์กรกัน โอนย้ายบุคลากรไม่ได้ แต่อัยการจะเติบโตไปเป็นอัยการสูงสุด 2.ฝั่งคนดูละครที่เป็นกลางบอกว่า ผู้เขียนบทอาจจะดูซีรีส์เกาหลีชื่อดังที่เกี่ยวกับกฎหมายแล้วเอาหลายเรื่องมารวมกัน อีกอย่างคือ ระบบของเกาหลีสามารถโยกย้ายได้ แต่ของไทยทำไม่ได้ 3.ของไทยก่อนจะเป็นอัยการได้ เอาแบบสายตรง ต้องจบนิติศาสตร จบเนติบัณฑิต เก็บคดีครบถ้าเป็นทนายความ หรือหากรับราชการหรือทำงานสายอื่นก็ต้องอายุงานครบ อายุถึงเกณฑ์ คุณสมบัติครบถ้วนถึงมีสิทธิสอบ 4.ส่วนอีกมุมมอง ก็บอกว่าคงมีส่วนที่มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการทำงาน การคัดคน ให้เข้าสู่อาชีพนี้ในหลายจุด แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรมาก หน่วยงานรับผิดชอบก็ชี้แจงกลับไปทางผู้จัดให้เข้าใจถึงข้อเท็จจริง เชื่อว่าทางผู้จัดคงปรับแก้หรือมีคำอธิบายกลับมาแน่นอน แวดวงบันเทิงถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เขาคงไม่อยากมายุ่งกับแวดวงกฎหมายหรอกนะ 5.“ทนายนิด้า” ศรันยา หวังสุขเจริญ ทนายความชื่อดัง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นระบุว่า “#ละครก็คือละครไม่ใช่สารคดี ในส่วนของนิด้า ผู้เขียนบทมาติดตามการว่าความในศาลของทนายหญิงซึ่งดูการว่าความ ดูในห้องพิจารณา เขาทำกันประมาณไหน มีการสัมภาษณ์ชีวิตจริง มีการพูดคุยเกี่ยวเส้นทางการมาเป็นอาชีพทนายความว่ายากง่ายแค่ไหน  เอามาเป็นข้อมูลประกอบในการเขียนบทคาแรกเตอร์ของทนายทิชา แต่ด้วยความที่คนเขียนบทน่าจะคิดว่าเป็นละคร และคิดว่าคนดูเข้าใจ แม้จะมีคนดูบางกลุ่มที่ไม่เคยเข้าใจและคาดหวังให้ละครไปไกลถึงสารคดี แต่การวิจารณ์อยากให้หาข้อมูลข้อนี้ด้วย ไม่น่าจะด่วนสรุปว่าเอาใครก็ไม่รู้มาให้คำปรึกษา                 6.ทนาย เจมส์ นิติธร แก้วโต มองว่ามันคือละครไม่ใช่เรื่องจริง  คือต้องดูที่การผลิตละครว่าเขามีจุดประสงค์บิดเบือนเนื้อหาจุดประสงค์เพื่ออะไร ถ้าบิดเบือนเพื่อใส่ร้ายองค์กรโดยเฉพาะ มีพฤติการณ์ที่ทำแบบนี้มาต่อเนื่อง ผมมองว่าเข้าข่าย แต่ถ้าการทำละครตรงนี้ไม่ได้เฉพาะเจาะจงอะไรเลย เจตนาทำเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น พี่ไม่น่าจะเกิดความเสียหาย 7.ทนาย ชลวิภา  วิริยะกุล ทนายความของทีวีพูลก็แสดงความคิดเห็นว่า ละครเรื่องนี้ให้ข้อมูลถูกต้องกับคนดูเพียงบางส่วนเท่านั้น เช่น “การชวนทนายไปเป็นอัยการ” ซึ่งสามารถชวนกันได้ แต่ต้องผ่านการสอบเสียก่อน เป็นเพียงข้อความสั้นๆ ที่ทำให้คนดูตีความกันไปเองแบบผิดๆ แม้เห็นด้วยว่าละครต้องเขียนบทให้กระชับเพื่อความบันเทิง แต่ก็ต้องสร้างมาจากพื้นฐานของความเป็นจริง เพราะเรื่องวิชาชีพแต่ละอาชีพ มีความละเอียดอ่อน ผู้จัดจึงควรศึกษาข้อมูลให้ดีเสียก่อน 8. ส่วนอีกหลายกระแสมองว่า ที่อัยการออกมาติละครที่นำเสนอข้อมูลไม่ถูกต้องนั้นก็สมควรแล้ว หากจะอ้างว่าเป็นแค่ละครก็ดูจะชุ่ยไปหน่อย การทำละครควรมีการรีเสิร์ชเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ถ้าอยากให้ละครไทยมีคุณภาพก็ควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ฃ 9.แต่อีกหลายความคิดเห็นก็บอกว่าว่าอัยการไม่ควรโวยวายใส่อารมณ์เกินเหตุ แค่ชี้แจงผู้จัดไปดี ๆ ก็ควรจบ อัยการควรหันมาจริงจังในเรื่องที่ควรจริงจัง คือการทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องมาตลอดน่าจะดีกว่า 10.ส่วนกลุ่มคนดูละครก็เสียงแตก หลังพากันติดแฮชแท็ก #ให้รักพิพากษา พร้อมทั้งพากันเข้ามาแสดงความหิดเห็นกันอย่างหลากหลาย  ทั้งบอกว่าบทดังกล่าวเป็นเพียงแค่ละคร สร้างมาเพื่อความบันเทิงและสนุกสนาน จะไปคิดอะไรมาก ชีวิตทุกวันนีั้ก็เครียดพอแล้ว  แต่บางส่วนกลับบอกว่าอาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาชีพนี้ ทีมงานควรศึกษาให้เข้าใจก่อน ค่อยมาทำเป็นบทละคร ในขณะที่อีกหลายคนกลับพุ่งเป้าไปที่การแสดงของเบลล่า ราณี  กองทัพ พีค และดาราคนอื่่นๆแทน “ให้รักพิพากษา” เป็นละครที่กำลังออกอากาศทางช่อง 3 นำแสดงโดยนางเอกแม่เหล็กของช่อง  “เบลล่า ราณี” กับพระเอก  […]

สาวเลี้ยงลูกอยู่บ้าน ผัวตำรวจย่องจดทะเบียนสมรส อีกฝ่ายรู้ว่ามีลูกเมีย แต่ไม่ได้รู้สึกอะไร

จากกรณีนางสาวดาว (นามสมมติ) อายุ 39 ปี นำหลักฐานเป็นบันทึกกคลิปเสียงการพูดคุยระหว่างพยาบาลสาวกับตัวเอง เข้าร้องเรียนกับ นายทอง พันทอง รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ขอให้ตรวจสอบความผิดทางวินัยกับพยาบาลวิชาชีพ อายุ 41 ปี ทำงานที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแห่งหนึ่งใน อ.พร้าว จ.เชียงใหม่  วันที่ 7 ก.ค. 64 นางสาวดาว เล่าว่า ตนได้คบหาอยู่กินฉันสามีภรรยากับสามีมานานเกือบ 6 ปี ตั้งแต่ก่อนสามีสอบติดนักเรียนนายสิบ ข่าวอื่นๆเพิ่มเติม จอย เมียหลวง เผยชีวิตอดีตผัวตำรวจ กลับมาทำงานเป็นปกติ สาวโพสต์อวด ขับรถ 140 ไม่คาดเข็มขัด ท่อดัง เจอด่านแต่รอดได้เพราะหมวกผัวตำรวจ! ต่อมาหลังสามีสอบติด และได้รับการบรรจุรับราชการที่โรงพักใน อ.พร้าว ก็ได้อยู่กันกันฉันสามีภรรยามาโดยตลอด แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส จนมีลูกผู้หญิงด้วยกัน 1 คน ขณะนี้อายุ 2 ขวบ ต่อมาช่วงหลังประมาณเดือนพฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา สังเกตเห็นว่าพฤติกรรมของสามีเปลี่ยนไป ทั้งไม่ค่อยกลับบ้าน ชอบแอบคุยโทรศัพท์ ตนจึงจับตาสังเกตพฤติกรรมและถามความจริง แต่สามีก็ปฏิเสธมาตลอด บอกว่ารักครอบครัว ที่ผ่านมาตนได้ปรึกษาเรื่องนี้กับแม่สามี แม่สามีก็เชื่อว่าอาจมีหญิงสาวมาติดพัน พร้อมแนะนำให้ไปดูด้วยตัวเอง ตนจึงตัดสินใจเดินทางไปที่ อ.พร้าว จนทราบความจริงจากชาวบ้านว่าสามีคบหากับพยาบาลหญิงมานานแล้ว ทั้งที่พยาบาลคนนี้ก็มีแฟนอยู่แล้ว เป็นแพทย์หญิงใน อ.พร้าว หลังจากนั้น ตนจึงไปคุยกับสามี จนยอมรับความจริง ตนเองจึงขอเลิกกับสามี และให้สามีออกจากบ้านไปในวันที่ 26 พ.ค. 64 โดยสามียอมเซ็นชื่อรับรองบุตร นางสาวดาว กล่าวว่า พฤติกรรมของพยาบาลถือว่าผิดศีลธรรม จริยธรรม แอบคบกับสามีคนอื่นถึงขั้นไปจดทะเบียนสมรส ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามีครอบครัวแล้ว จึงต้องการให้หน่วยงานต้นสังกัดเข้าตรวจสอบความผิดทางวินัย เพราะมองว่าเป็นข้าราชการไม่ควรมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมแบบนี้ ส่วนสามีนั้นตนได้ตัดสินใจเลิกกันไปแล้ว จะไม่ร้องเรียนต้นสังกัด เพราะสามียอมเซ็นรับรองบุตรให้ มองว่าเรื่องนี้หากผู้หญิงไม่เล่นด้วย ปัญหาก็คงจะไม่เกิดขึ้น นายกล้า (นามสมมติ) เพื่อนร่วมงานของนางสาวก้อย (นามสมมติ) พยาบาล ภรรยาตามกฎหมายของสามีผู้ร้องเรียน บอกว่า นางสาวก้อย เป็นคนที่อัธยาศัยดี พูดจาดี เป็นคนคอยประสานงานระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน ซึ่งก็มักไปช่วยงานเจ้าหน้าที่แพทย์ในโรงพยาบาลเป็นประจำ โดยคนที่นี่รู้ทราบกันดีว่านางสาวก้อยเป็นแฟนกับทอม และคบกันมาหลายปีแล้ว จนล่าสุดวันนี้ ตนเพิ่งมาทราบข่าวก็รู้สึกตกใจ แต่ตนไม่รู้จักกับตำรวจนายนั้น ซึ่งทอม แฟนของนางสาวก้อยเป็นเจ้าหน้าที่แพทย์ ส่วนใหญ่ลงพื้นที่กับภาคประชาชน ไม่ค่อยได้อยู่ในโรงพยาบาล ตนก็ไม่แน่ใจว่าเป็นช่วงเวลานั้นหรือไม่ที่เขาไปสานสัมพันธ์กัน และที่น่าตกใจไปกว่านั้น คือนางสาวแก้วไปจดทะเบียนสมรสกับนายตำรวจแล้ว ทั้งนี้ ตนรู้สึกสงสารทั้งภรรยาของตำรวจที่มีลูกด้วยกัน และสงสารทอม แฟนของนางสาวก้อย เพราะเห็นว่าเมื่อช่วงปลายเดือน มิ.ย. 64 เหมือนป่วยนอนแอดมิตเป็นสัปดาห์ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเขาเครียดจนช็อกกับเรื่องนี้หรือไม่ ด้านนายอนุสรณ์ อะสุรพงษ์ ทนายความ บอกว่า เรื่องการจะมองว่าใครคือเมียหลวงหรือเมียน้อย ให้ดูที่ทะเบียนสมรสเป็นสำคัญ ถึงแม้ว่าทางพฤตินัยจะอยู่กินแบบฉันสามีภรรยา ถ้าไม่ได้จดทะเบียนกันก็ไม่มีผลทางกฎหมาย แต่กรณีดังกล่าว ผู้ร้องเรียนเป็นภรรยาโดยพฤตินัย ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน 1 คน ในทางกฎหมาย ผู้เป็นแม่สามารถเรียกร้องค่าเลี้ยงดูบุตรจากผู้เป็นพ่อได้ ส่วนเรื่องที่ผู้ร้องเรียนกลัวการถูกฟ้องกลับนั้น ถ้าหากหลักฐานที่นำไปร้องเรียน สามารถพิสูจน์ทราบและเห็นถึงข้อเท็จจริง โดยให้ดูที่เจตนา ซึ่งในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็สามารถร้องเรียนหน่วยงานต้นสังกัดได้ หากพบพฤติกรรมไม่เหมาะสม และการผลของการสอบสวนข้อเท็จจริงก็ขึ้นอยู่กับต้นสังกัดที่ดูแลพยาบาลคนดังกล่าว ส่วนนายตำรวจผู้นั้นถึงแม้ว่าไม่มีใครไปร้องเรียน แต่ถ้าหน่วยงานรัฐทำการตรวจสอบ และสืบทราบที่มาที่ไปจนได้ข้อเท็จจริงแล้วก็อาจจะโดนดำเนินการด้วย เพราะถึงแม้ว่าจะจดหรือไม่จดทะเบียน แต่การกระทำดังกล่าวผิดศีลธรรมอันดีงาม เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอาชีพที่ทรงเกียรติ ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคม นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พร้าว ให้ข้อมูลกับทีมข่าวว่า นายตำรวจคนดังกล่าวปัจจุบันได้ไปช่วยราชการที่ภาค 5 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2564 แล้ว

วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติรับรองผ่านกฎหมายต่อต้านการใช้ความรุนแรงต่อชาวเอเชียแล้ว !

วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติรับรองผ่านกฎหมายต่อต้านการใช้ความรุนแรงต่อชาวเอเชียแล้ว กระแส Stop Asian Hate ดูจะเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม หลังจากที่ล่าสุด วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ได้ลงมติรับรองกฎหมายต่อต้านอาชญากรรม จากความเกลียดชัง ที่มุ่งทำร้ายชาวเอเชียในสหรัฐฯ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สมาชิกวุฒิสภา จากทั้งฝั่งเดโมแครตและรีพับลิกัน ได้ลงมติรับรองกฎหมายต่อต้านการใช้ความรุนแรง ต่อชาวเอเชียในสหรัฐฯ ด้วยมติเห็นชอบ 94 ต่อ 1 เพื่อเป็นการเสริมการบังคับใช้กฎหมาย ในการรับมือกับการเลือกปฏิบัติ และการใช้ความรุนแรงต่อชาวเอเชียในสหรัฐฯ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น “ด้วยการผ่านกฎหมายฉบับนี้ วุฒิสภาทำให้เห็นได้ชัดว่า ความเกลียดชังและการเลือกปฏิบัติ ต่อคนทุกกลุ่มจะไม่มีที่ทางของมันอยู่ในสหรัฐฯ” ชัค ชูเมอร์ (Chuck Schumer) ประธานวุฒิสภาฝ่ายเสียงข้างมากแถลง หลังจากกฎหมายฉบับดังกล่าวผ่านการรับรองจากสภาสูงของสหรัฐฯ “เราได้บอกกับชุมชนชาวสหรัฐฯ เชื้อสายเอเชียว่า รัฐบาลของพวกเขาได้ให้ความสนใจกับพวกเขา และได้รับฟังต่อข้อกังวล รวมถึงจะตอบรับในการปกป้องพวกเขา” กฎหมายฉบับดังกล่าว ได้รับการผลักดันมาจากวุฒิสมาชิก มาเซีย ฮิโรโนะ (Mazie Hirono) จะทำให้มีการตั้งตำแหน่งเพิ่มขึ้น ในกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เพื่อทำการรายงาน และขยายช่องทางในการแจ้งคดีอาชญากรรมจากความเกลียดชัง โดยจะมีการเพิ่มช่องทางสายด่วนประจำมลรัฐ ในการแจ้งความ การเพิ่มงบประมาณในการฝึกฝนเจ้าหน้าที่ทางกฎหมาย เพื่อทำการระบุอาชญากรรมจากความเกลียดชัง รวมถึงส่งเสริมการเรียนการสอนในโรงเรียน เพื่อต่อต้านอคติที่มีต่อคนเชื้อสายเอเชีย ทั้งนี้ ในเดือนหน้า กฎหมายฉบับดังกล่าว จะถูกส่งต่อไปให้สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ พิจารณาต่อไป โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ แนนซี่ เพโลซี (Nancy Pelosi) ได้แถลงหลังกฎหมายฉบับดังกล่าว ได้รับการรับรองจากวุฒิสภาว่า จะรีบเร่งรัดพิจารณากฎหมายฉบับดังกล่าวทันที เพื่อให้เกิด “ผลที่ชัดเจนและทรงประสิทธิภาพ” โดยถ้าหากกฎหมายฉบับดังกล่าวได้รับการรับรองจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จะมีการส่งต่อเพื่อให้ โจ ไบเดน (Joe Biden) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามบังคับใช้กฎหมาย อย่างเป็นทางการ นี่เป็นไม่กี่ครั้ง ที่สมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐฯ ซึ่งมีคะแนนเสียงจากทั้งเดโมแครต และรีพับลิกันครึ่งต่อครึ่ง ได้ลงมติรับรองไปในทางเดียวกันอย่างท่วมท้น โดยเสียงค้านเสียงเดียว มาจากวุฒิสมาชิกฝ่ายรีพับลิกัน จอช ฮอว์ลีย์ (Josh Hawley) โดยฮอว์ลีย์ระบุว่า การที่เขาไม่รับรองกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากเขาพิจารณาเห็นว่า การเก็บข้อมูลประวัติอาชญากรรม ที่เกิดจากความเกลียดชัง อาจทำให้รัฐบาลมีอำนาจล้นเกินได้ กระแสความเกลียดชัง ที่เกิดขึ้นต่อชาวเอเชียในสหรัฐฯ ในระลอกนี้ เป็นผลพวงมาจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในช่วงรอบปีที่ผ่านมา The New York Times รายงานว่า พรรคเดโมแครตได้โจมตีอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ว่าเป็นต้นเหตุของวาทกรรมความเกลียดชังต่อชาวเอเชีย “กฎหมายฉบับนี้ จะทำให้ฉันสามารถกลับไปที่บ้าน และบอกกับแม่ว่า เราได้ทำอะไรบางอย่างกับมันแล้ว มันได้บอกกับชุมชนชาวเอเชียและชาวเกาะแปซิฟิกว่า เราเห็นพวกคุณ เราจะยืนเคียงข้างคุณ และเราจะปกป้องคุณ” แทมมี่ ดักเวิร์ธ สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ เชื้อสายไทยกล่าว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เธอได้เปิดเผยว่า แม่ของเธอถูกคุกคามขณะกำลังซื้อของในร้านค้า Cr. https://www.nytimes.com ข่าวที่เกี่ยวข้อง รองโฆษกเพื่อไทย จี้สอบความร่ำรวย “พล.อ.ประวิตร” ติดอันดับเศรษฐีเอเชีย เคราะห์ซ้ำกรรมซัด! แผ่นดินไหว 5.3 เขย่าโครเอเชีย แรงสุดในรอบเกือบ 140 ปี อาคารเก่าพังยับ-ป่วยโควิดพุ่ง (ชมคลิป) คนไทย คว้าอันดับ 1 ดื่มเบียร์ จ่ายค่าเบียร์มากที่สุดในเอเชีย!!  

“มนค์สิทธิ์ คำสร้อย” ไม่ไหวแล้ว มุ่งหน้าฟ้อง ! หลังจากมีกาแอบอ้าง เรื่อง “เลขหวย”

ที่ผ่านมา นักร้องคนดัง มนต์สิทธิ์ คำสร้อย มักจะมีเลขที่ชอบมาบอกแฟนๆผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขาช่วงก่อนวันที่ลอตเตอรี่จะออกตลอดๆ โดยงวดล่าสุดประจำวันที่ 16 เมษายน 2564 หนึ่งในเลขที่เขาบอกก็คือ 56 ซึ่งคนที่ตามซื้อก็คงดีใจ เพราะได้รางวัลเลขท้าย 2 ตัว ขณะที่เขาเองก็แฮปปี้ เพราะถูกเลขดังกล่าว 18 ใบ พร้อมกันนั้นก็นำมาโชว์ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม การนี้มีหลายคนเข้ามาร่วมยินดี รวมถึงมีที่บอกว่าถูกด้วยเหมือนกัน แต่กระนั้นก็มีผู้ไปแสดงความเห็นผ่านเพจเพจหนึ่งโดยว่า น่าจะนำลอตเตอรี่ดังกล่าวมาโชว์ก่อนวันออกรางวัล โดยบางคนใช้คำแรงถึงขั้นด่าทอด้วยคำหยาบคาย ซึ่งมนต์สิทธิ์ได้ให้สัมภาษณ์ ว่า ความจริงแฟนๆที่ติดตามเฟซบุ๊ก มนต์สิทธิ์ คำสร้อย คงเห็นว่าตนเป็นคนที่ลงเลขต่างๆก่อนวันลอตเตอรี่ออกมาตลอด ครั้งนี้ก็เช่นกัน ในส่วนความเห็นที่มีมานั้นตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างรวมรวบหลักฐาน ก่อนตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ ทั้งนี้มนต์สิทธิ์ยังบอกด้วยว่า ที่ผ่านมามีคนทำเฟซบุ๊กปลอม แอบอ้างเป็นตน พร้อมกันนั้นก็มีการบอกเลขเช่นกัน ซึ่งในส่วนนี้ตนได้แจ้งความเพื่อดำเนินคดีไปเรียบร้อยแล้ว ข่าวที่เกี่ยวข้อง คอหวยไม่พลาด หนูเล็ก เผยเลข3ตัว ซูมด่วน! ถูกใจยิ่งหนัก “นาตาลี” จัด เลขเด็ดทายาทพันล้าน ให้ “คอหวย” “เฟี้ยวฟ้าว” เผยคลิปตรวจหวย โดนด่าแร๊งงงง ดราม่ารัวๆ!! สุนารี ราชสีมา ยืนหนึ่งเรื่องหวย งวดนี้บอกก็พอได้อยู่  

รัฐบาลดัน พรก. เอื้อต่างชาติซื้อ “บ้านหรู” หวังช่วยประเทศ !?

รัฐบาลเดินหน้าแก้กฎหมาย เปิดทาง “เศรษฐี-นักลงทุนต่างชาติ” ซื้ออสังหาฯ “คอนโดฯ-บ้านแนวราบ” หวังดึงเม็ดเงินต่างประเทศช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด ปลดล็อกต่างชาติซื้อ “บ้านจัดสรร” ระดับราคา 10-15 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมขยายเพดานซื้อ “คอนโดฯ” เป็น 70-80% แต่ส่วนเกิน 49% ไม่มีสิทธิโหวตประชุม “นิติบุคคลอาคารชุด” เผยออก “พ.ร.ก.” ให้สิทธิพิเศษซื้อภายใน 3-5 ปี เตรียมชงเข้าที่ประชุม ศบศ.ปลาย เม.ย.นี้ เปิดประตูดึงเงิน “ต่างชาติ”  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวบนเวทีสัมมนา “ประเทศไทยไปต่อ” ว่า ในช่วงการระบาดโควิด-19 ทำให้ชาวต่างชาติในหลายประเทศต้องการแสวงหาประเทศที่มี 2 อย่างคืออาหารที่สมบูรณ์และสาธารณสุขที่ดี ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดี ซึ่งไทยต้องทำตัวให้เป็นประเทศที่น่าลงทุนและน่าอยู่อาศัย ทำให้ประเทศไทยเป็น “บ้านหลังที่สอง” รวมถึงเป้าหมายการดึงดูดผู้สูงอายุที่เกษียณจากชาติตะวันตกมาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งกลุ่มนี้นอกจากจะมีเงินบำนาญ มีเงินเก็บ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ยังมีประกันสุขภาพที่เป็นรัฐสวัสดิการ โดยรัฐบาลก็ต้องดำเนินการแก้กฎ กติกาต่าง ๆ ให้สะดวกขึ้น เพื่อเปิดให้คนต่างชาติที่มีคุณสมบัติที่ประเทศไทยต้องการเข้ามาอยู่และใช้เงินในประเทศไทย แก้ กม.ซื้อบ้าน-คอนโดฯ แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินการเรื่องแก้กฎหมายเพื่อดึงดูดให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้สะดวกและจูงใจมากขึ้น อาทิ การแก้ประมวลกฎหมายที่ดิน, พระราชบัญญัติอาคารชุด (คอนโดฯ) รวมทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อขยายสิทธิการซื้อคอนโดฯ รวมทั้งปลดล็อกให้ชาวต่างชาติซื้อบ้านแนวราบได้ โดยตาม พ.ร.บ.อาคารชุดแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2551 ต่างชาติสามารถซื้อและถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดหรือคอนโดมิเนียมในประเทศไทยได้สูงสุด 49% ของพื้นที่ขายของโครงการนั้น ๆ และอีก 51% เป็นสิทธิของคนไทยถือครอง แต่การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จะขยายเพดานให้ต่างชาติเข้าถือครองกรรมสิทธิ์ได้มากขึ้น โดยอาจถึง 70-80% ซึ่งตัวเลขยังไม่สรุปชัดเจน อยู่ระหว่างหารือ อย่างไรก็ตามจะมีการกำหนดเงื่อนไขว่า สัดส่วนต่างชาติที่ถือกรรมสิทธิ์ส่วนที่เกิน 49% ขึ้นไปจะไม่มีสิทธิในการออกเสียง (โหวต) ในการประชุมนิติบุคคลอาคารชุด เพื่อไม่ให้ต่างชาติเข้ามาครอบครองและกำหนดระเบียบที่จำกัดสิทธิของคนไทย ต่างชาติซื้อบ้าน 10 ล้านขึ้นไป แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับในกรณีของการให้คนต่างด้าวถือครองกรรมสิทธิ์ “บ้านเดี่ยว” ตามประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดให้ต้องเป็นการลงทุนไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท สำหรับที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยไม่เกิน 1 ไร่ และยังมีขั้นตอนยุ่งยากโดยต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ดังนั้นครั้งนี้จะมีการแก้ประมวลกฎหมายที่ดินให้คนต่างด้าวสามารถซื้อบ้านเดี่ยวได้เป็นการทั่วไป แต่จะเป็นการซื้อในโครงการ “บ้านจัดสรร” เท่านั้น และปรับลดวงเงินการซื้อบ้านเหลือระดับราคาประมาณ 10-15 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อให้ต่างชาติเข้ามาซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการช่วยกระตุ้นกำลังซื้อให้กับโครงการบ้านจัดสรร และจากการหารือคาดว่าจะกำหนดต่างด้าวสามารถซื้อบ้านเดี่ยวได้ไม่เกิน 49% ของพื้นที่ขายในโครงการ นอกจากนี้จะมีการแก้ไขพระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม 2542 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จากเดิมที่กำหนดให้นักลงทุนต่างชาติทำสัญญาเช่าได้สูงสุด 30 ปี จะมีการขยายเพิ่มเป็น 50 ปี+40 ปี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติในกรณีที่ต้องการเข้ามาอยู่ระยะยาว แคมเปญพิเศษ “ชั่วคราว” 3-5ปี แหล่งข่าวกล่าวว่า การปรับแก้ไขกฎหมายเรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินของคนต่างด้าวจะเปิดให้เป็นการ “ชั่วคราว” ประมาณ 3-5 ปีเท่านั้น ช่วงหลังการระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้เพื่อเป็นการดึงเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ ขณะเดียวกันก็เป็นการช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของธุรกิจอสังหาฯซึ่งถือว่าเป็นภาคธุรกิจที่มีธุรกิจเกี่ยวเนื่องจำนวนมาก ซึ่งมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาก ขณะที่ปัจจุบันอสังหาฯโดยเฉพาะคอนโดมิเนียมในประเทศไทยก็อยู่ในภาวะโอเวอร์ซัพพลาย ซึ่งหากมีกำลังซื้อเข้ามาก็จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ได้มากขึ้น แม้ว่าต่างชาติจะได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่ก็อยู่ภายใต้กฎหมายและข้อกำหนดของประเทศไทย และการให้ต่างชาติเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยก็จะช่วยให้มีเม็ดเงินจับจ่ายใช้สอยในประเทศมากขึ้น แม้ในกรณีที่เจ้าของต่างชาติไม่อยู่ก็ต้องมีการจ้างแรงงานคนไทยในการดูแลรักษาต่าง ๆ สำหรับแนวทางการแก้ไขกฎหมายจะออกเป็น “พระราชกำหนด” (พ.ร.ก.) แก้ไขกฎหมายฉบับต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้กระบวนการแก้กฎหมายเป็นไปได้รวดเร็ว ซึ่งนอกจากเรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์บ้านและอาคารชุดแล้ว ยังมีในส่วนของการปรับแก้เรื่องกฎระเบียบอำนวยความสะดวก เช่น เรื่องเวิร์กเพอร์มิต วีซ่าที่คนเกษียณอายุที่จะเข้ามาพักอาศัยในประเทศไทย รวมถึงในแง่ของการให้บริการต่าง ๆ ของภาครัฐ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกต่อชาวต่างชาติที่จะเข้ามาพักอาศัยหรือทำธุรกิจในประเทศไทย ปลาย เม.ย.เข้า ศบศ. แหล่งข่าวกล่าวว่า รองนายกฯสุพัฒนพงษ์กำหนดเป้าหมายว่าจะให้นำเสนอ “หลักการ” พระราชกำหนดแก้กฎหมายต่าง ๆ เข้าที่ประชุม ศบศ.ในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ ก่อนที่จะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป ในส่วนการยกร่างกฎหมายก็มอบหมายให้ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการ พร้อมกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมเป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) เมื่อ 26 […]

1 2