นักวิชาการแนะปรับขึ้นค่าแท็กซี่ ควบคู่กำกับดูแลเข้มข้นขึ้นการันตีคุณภาพบริการที่ดี

Like
Like Love Haha Wow Sad Angry

นักวิชาการแนะปรับขึ้นค่าแท็กซี่ 10% เพิ่มค่ารถติด พ่วงระบบตัดแต้มแท็กซี่การันตีคุณภาพบริการที่ดีขึ้นสมกับราคา เผยรายได้คนขับต่อวันน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ค่าแท็กซี่ไทยติดอันดับถูกสุดในโลก-อาเซียน


นายสุเมธ องกิตติกุล นักวิชาการชำนาญการขนส่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) เปิดเผยว่าจากผลวิจัยการปรับโครงสร้างค่าโดยสารรถแท็กซี่พบว่าการปรับค่าโดยสารต้องมาพร้อมคุณภาพบริการที่ดีขึ้น จากผลสำรวจพบว่าผู้ขับขี่แท็กซี่ในปัจจุบันมีรายได้ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำหรืออยู่ที่ราว 200-300 ต่อวัน สำหรับตัวเลขรายได้เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 1,400 บาทขณะที่รายจ่ายสูงถึง 1,100 บาท ส่งผลให้คุณภาพบริการาะท้อนตามต้นทุนที่ถูกจำกัดกรอบไว้ ดังนั้นTDRI จึงมองว่าควรปรับขึ้นราคาราว 10% ให้เหมาะสมกับบริบทปัจจุบันและต้นทุนของผู้ขับขี่ซึ่งควรมีรายได้เฉลี่ยต่อวันที่ 1,600-1,800 บาท หรือราว 400-500 บาทหลังหักต้นทุนแล้ว
นายสุเมธกล่าวต่อว่าสำหรับการปรับราคาค่าโดยสารใหม่นั้นจะนำมากกว่า 1 แนวทางให้ขบ.พิจารณาแต่ในภาพรวมแล้วจะเพิ่มขึ้นมา 10% โดยแยกค่าใช้จ่ายเป็นสองส่วน 1.ค่าโดยสารตามระยะทาง 2.ค่ารถติด 50 สตางค์ต่อกม. จากเดิมที่คิดค่าโดยสารตามระยะทางและความเร็วของยานพาหนะที่ไม่เป็นไปตามจริงหากรถติด ส่งผลให้เกิดปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร ดังนั้นแนวทางใหม่จะคิดราคาตามเวลาที่เดินทางจริงร่วมกับเวลารถติด ตัวอย่างเช่นใข้บริการแท็กซี่ระยะทาง 5 กม. มีค่าโดยสารตามระยะทาง 50 บาท ทว่าช่วงดังกล่าวมีปัญหารถติดเสียเวลาเดินทางมากกว่าเวลาปกติ 20 นาที ก็อาจจะคิดเพิ่มไปอีกนาทีละ 10 บาท ทำให้ผู้โดยสารต้องจ่ายค่าโดยสารทั้งหมด 60 บาท เป็นต้น ดังนั้นจึงพบว่าอัตราค่าโดยสารใหม่ในพื้นที่รถไม่ติดราคาจะเพิ่มขึ้นื3-4% ส่วนพื้นที่รถติดค่าโดยสาาจะเพิ่มขึ้นราว 9%


ทั้งนี้จากการเปรียบเทียบค่าโดยสารรถแท็กซี่ทั่วโลกพบว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในชาติที่ค่าโดยสาร ต่อ 5 กม.ต่ำสุดในโลกอยู่ที่ราว 66.5 บาท ขณะที่ประเทศจีนอยู่ที่ 154 บาท ญี่ปุ่น 255 บาท แอฟริกาใต้ 220 บาท อังกฤษ 353 บาทและสหรัฐอเมริกา 409 บาท โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเมืองหลักในอาเซียนพบว่า เมืองหลวงสิงคโปร์ค่าโดยสารสูงกว่า 146% เมืองกัวลาลัมเปอร์สูงกว่า 35% เมืองมะนิลาสูงกว่า 10.5% และฮ่องกงสูงกว่า 286% โดยสาเหตุนั้นมาจากประเทศไทยยังไม่มีการคำนวณค่าโดยสารในช่วงเวลาที่แตกต่างกันของวันและค่าธรรมเนียมนอกเหนือจากปกติ
นายสุเมธกล่าวอีกว่าการปรับขึ้นราคาต้องมาพร้อมกับแนวทางกำกับดูแลเข้มข้นขึ้นโดยจะเสนอให้ขบ.ออกมาตรการตัดแต้มแท็กซี่จากคะแนนเต็มที่ 100 คะแนน โดยมีข้อระวางโทษแบ่งเป็น ตัด 3 แต้มเมื่อพูดจาหยาบคาย กริยาไม่สุภาพ ตัด 5 แต้มเมื่อทิ้งผู้โดยสารกลางทาง พูดจาลามกและใช้ใบอนุญาตผู้อื่น ตัด 6 แต้มเมื่อปฏิเสธผู้โดยสาร ตัด 12 แต้มเมื่อไม่กดมิเตอร์หรือเหมาเที่ยว และตัด 21 เมื่อผู้ขับไม่มีใบอนุญาตและใช้รถไม่จดทะเบียนตามเงื่อนไข ส่วนด้านโทษนั้นกำหนดดังนี้ 1-5 แต้มยังไม่พักใบอนุญาต 6-10 แต้มพักใบสองสัปดาห์ 11-15 แต้มพักใบสี่สัปดาห์ 16-20 แต้มพักใบแปดสัปดาห์และ 21 แต้มขึ้นไปสั่งเพิกถอนใบอนุญาต

ด้านนายจงรักษ์ กิจสำราญกุล รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.)กล่าวว่าบริการแท็กซี่ในปัจจุบันนั้นมีรูปแบบหลากหลายเช่นเดียวกันกับราคาที่แตกต่าง ดังนั้นหากจะปรับขึ้นราคาต้องทำให้แน่ใจว่าบริการจะดีขึ้นด้วย โดยในขั้นตอนการออกกฎหมายขนส่งใหม่นั้นจะเพิ่มโทษการเอาผิดผู้ประกอบการอย่างอู่แท็กซี่และสหกรณ์ด้วยหากผู้ขับขี่กระทำผิด ซึ่งโทษหนักสุดคือการเพิกถอนใบอนุญาตหากกระทำผิดซ้ำซาก อย่างไรก็ตามคาดว่าผลศึกษาโครงสร้างราคาใหม่จะแล้วเสร็จภายใน ก.ค.นี้จากนั้นจะเสนอเข้าสู่คณะกรรมการพิจารณาและกระทรวงคมนาคมต่อไป
ด้านนายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานคร กล่าวว่าไม่มีการปรับค่าแท็กซี่มานานแล้วทำให้บริการไม่มีศักภาพที่ดีของคนขับส่วนหนึ่งมาจากรายได้ที่ไม่เพียงพอต้นทุนสูงทำให้แท็กซี่ต้องปฎิเสธผู้โดยสารเพราะไม่คุ้มต่อต้นทุน ดังนั้นหากจะปรับเพิ่มขึ้นต้องมากกว่า 10% ขึ้นไปให้ผู้ขับขี่อยู่ได้ หรืออยู่ที่ราววันละ 2,200 บาทขึ้นไปจากปัจจุบันมีรายได้เฉลี่ยวันละ 2,000 บาทในการทำงาน 12-13 ชั่วโมง โดยมีต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) สูงถึง 1,600-1,700 บาทต่อวัน อีกทั้งรัฐบาลยังไม่รักษาสัญญาว่าจะดำเนินการปรับค่าโดยสาร (มิเตอร์)เพิ่มขึ้น 13% ตั้งแต่ปี 2557 แบ่งเป็นปรับขึ้นเฟสแรก 8% ก่อนเพิ่มขึ้นอีก 5% ในเฟสที่สอง ซึ่งที่ผ่านมาได้ปรับขึ้นเฟสแรกไปแล้ว เหลือเฟสที่สองที่อยู่ระหว่างรอการปรับขึ้น แต่ขณะนี้ผ่านมา4ปีแล้วการปรับค่าโดยสารเพิ่ม5%อาจไม่เพียงพอต่อแท็กซี่แล้วเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมาก

ข้อมูลจาก:ไทยโพสต์

Like
Like Love Haha Wow Sad Angry