เปิดใจที่แรก! ‘อิ้งค์ วรันธร’ พูดเรื่องรักแบบหมดเปลือก รับเป็นคนคิดเยอะเหตุเพราะเคยสอบตก

Like
Like Love Haha Wow Sad Angry

เป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้วที่ อิ้งค์วรันธร เปานิล ได้โลดแล่นในเส้นทางดนตรี เราได้ติดตามผลงานและการพูดคุยของเธอในหลากหลายสื่อ ซึ่งนี่จะเป็นครั้งแรกที่ อิ้ง มานั่งเปิดใจพูดคุยกับ วู้ดดี้ เกี่ยวกับเรื่องรัก เพราะที่ผ่านมาเธอไม่เคยพูดเรื่องความรักแบบลึกซึ้งเลย อีกทั้งเรื่องราวที่เคยสอบไม่ติดจนกลายมาเป็นคนคิดเยอะในทุกๆ เรื่อง และวันนี้เธอจะมาเปิดใจพูดคุยครั้งแรกผ่านรายการ Woody FM

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แฉเจ้าอาวาสสายเสพ วัดแห่งนึงในเมืองนครศรีธรรมราช ชอบเสพยาเป็นประจำ

“บิ๊กตู่” ไม่ได้ซื้อแจก! ที่ปรึกษานายกฯ แจงเพิ่ม ซื้อไอโฟน 12 จำนวน 111 เครื่อง ถือเป็นครุภัณฑ์ราชการ

การเป็น อิ้งค์ วรันธร สำหรับวู้ดดี้รู้สึกว่าเพลงได้เข้าไปอยู่กลางใจทุกคน มีโมเม้นต์แบบที่เราเจอ มันเป็นความรู้สึกจริง ชอบอะไรมากที่สุดเวลาเราได้ฟีคบคจากแฟนๆ ชอบโมเม้นต์แบบไหน ?

อิ้งค์ วรันธร : ชอบโมเม้นต์ที่เวลาเราร้องเพลง หรือว่าปล่อยเพลงอะไรไป มีคอมเมนต์กลับมาว่าเหมือนพี่พูดแทนหนูเลย ทำไมพี่รู้ว่าตอนนี้หนูรู้สึกอะไรอยู่ สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราตั้งใจทำงานกับพี่ๆ คอนเทนต์ที่เรานั่งหามาเป็นเพื่อนเขาในวันนี้ ไม่ว่าเขาจะแอบรักใครสักคนอยู่ วันที่เขาอกหัก วันที่เขาคิดมาก เสียใจ รู้สึกว่าดีจังเลยที่เขามาบอก มันทำให้เราแฮปปี้อยากทำงานต่อ

เราใช้เซ้นส์ยังไง ?

อิ้งค์ วรันธร : มันเป็นเพราะความพอดีของตัวเองว่าตัวเราเคยผ่านความรู้สึกนี้มาไหม ถ้าเราไม่เคย เราสามารถเล่ามันอย่างสบายใจได้ไหม หรือสามารถเล่าได้โดยไม่รู้สึกเคอะเขิน อิ้งค์เป็นคนกลางๆ ด้วยแหล่ะเวลาจะทำอะไร คือจะไม่ใช่คนที่จะถ้าเศร้าก็ร้องไห้สุดโต่ง หรือถ้าอกหักร้องไห้จนไม่เหลืออะไรเลย จะไม่ใช่คนที่เกลียดใครแล้วเกลียดเลย อาจเป็นเพราะเราเป็นคนแคร์ความรู้สึกของคนมากๆ ด้วย เวลาเกิดอะไรขึ้น มีปัญหาเรื่องต่างๆ เราจะคิดแทนฝั่งตรงข้ามมากๆ อาจจะไม่ได้คิดในมุมของเราคนเดียว

เป็นคนคิดเยอะไหมครับ ?

อิ้งค์ วรันธร : เยอะมากค่ะ เยอะจนคนรอบตัวรู้ จนกลายเป็นโจ๊กไปเลย เรื่องขำไปเลยก็มี แบบเจอเหตุการณ์คือขำมองหน้ากัน  รู้เลยว่าอิ้งจะพูดอะไรขึ้นมา หรือจะเป็นอะไรกับเหตุการณ์นี้  

เคยวิเคราะห์ไหมว่าการคิดเยอะมาจากอะไร ?

อิ้งค์ วรันธร : คิดว่าน่าจะเริ่มช่วง ม.ปลาย เพราะว่าเคยผิดหวังมาก่อน ตอนสอบเข้าแผนการเรียนตอน ม.3 ที่จะเข้า ม.4 คือสอบไม่ติดที่เราอยากได้ ก็เลยทำให้เราได้มาเรียนด้านดนตรี หันเข็มทิศมาทางดนตรีล้วนๆ เพราะไม่อยากรู้สึกถึงตอนที่เราสอบเข้าไม่ติด แล้วทุกคนเฟลกับเรา

ความรู้สึกวันนั้นเป็นยังไง ?

อิ้งค์ วรันธร : เป็นวันที่ประกาศผลแผนการเรียน เขาจะแปะบอร์ดกลางโถงโรงเรียนพอพักเที่ยงทุกคนก็จะวิ่งไปดู ชื่อเราอยู่ไหนก็หาไม่เจอ แต่ไปเจอในรายชื่อสำรองอันดับ 1 แล้วไม่มีใครสละสิทธิ์เลย กลายเป็นว่าเพื่อนๆ ทุกคนเฮ ๆ กัน แล้วตัวเราคือโลกมืดอยู่คนเดียว เหมือนไฟดับ ตอนนั้นเศร้าแล้วรู้สึกว่าถ้าต้องอยู่ในวันประกาศผลอีกสักครั้งเราจะต้องไม่เจอเรื่องนี้ ตั้งเป้าเลย ฉันจะทำให้ได้ เลยกลายเป็นเครียดขึ้นในการเรียน ไม่อยากทำให้พ่อแม่ผิดหวัง สรุปก็เลยเข้าดนตรี ตั้งเป้าเลยว่าจะเข้า.จุฬา เข้าคณะนี้ เอกนี้ แล้วก็มุ่งอย่างเดียว คิดว่าเป็นคนกลัวความล้มเหลวเป็นเพราะวันนั้นเลย

การสอบตกในวันนั้นดูเหมือนเป็นเรื่องที่แย่ แต่วันนี้กลับกลายเป็นเรื่องดี เธอเอาพลังงานตรงนั้นมามุ่งเป็นศิลปิน เท่าที่ดูอิ้งให้สัมภาษณ์มาโดยตลอด อิ้งไม่เคยพูดเรื่องความรักเลยแบบลึกซึ้ง เป็นเพราะอะไร ?

อิ้งค์ วรันธร : เราพูดคุยกับทีมงานที่ค่ายรู้สึกว่าไม่อยากให้คนมาโฟกัสหรือว่ามามองเราที่ไม่ใช่เรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องงาน ตั้งแต่วันแรกๆ ที่เข้ามาก็รู้สึกว่าเรามาทำงาน มาทำเพลง ไม่อยากให้เรื่องอื่นๆ มากลายเป็นว่า เราไปดังเพราะเรื่องอื่นหรือว่าคนไปสนใจเราเพราะเรื่องอื่น อยากให้ตัวเองเป็นศิลปินที่เป็นศิลปินจริงๆ ก็เลยทำให้อาจจะไม่ได้มีเรื่องอัพเดตอะไรกับใครเขาเท่าไร เวลาที่พี่นักข่าวถามค่ะ

ถ้าเกิดเขาจะคุยเรื่องคนรักหรือแฟน เราอายไหม ?

อิ้งค์ วรันธร : ไม่อาย แต่คืออิ้งค์เป็นคนชอบอ่านคอมเมนต์ บางทีแม้กระทั่งอิ้งโพสต์รูปคู่กับพี่ทีมงาน เป็นครีเอทีฟที่ดูแลอิ้งมา แค่ยืนถ่ายรูปคู่ด้วยกันลงเพจตัวเองอัพเป็นอัลบั้มนะคะ แต่รูปนั้นมีคนคอมเมนต์เยอะสุด ไลค์และแชร์เยอะสุด ถามว่ามันเป็นใครพี่เขาเป็นเหมือนผู้มีพระคุณที่ทำให้อิ้งมีเพลงต่างๆ ให้ทุกคนได้ฟังในวันนี้ แต่อยู่ๆ ก็มาโดนเรียกว่า ใครว่ะ มันเป็นใคร เลยคิดว่าเรื่องอะไรแบบนี้มันทำให้อิ้งไม่อยากเอาคนที่เขาไม่ได้อยู่ในจุดที่จะมาเป็นคนที่โดนพูดถึงเรื่องต่างๆ ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะยอมรับได้มั้ง

อิ้งมีคนรักเยอะมาก ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ?

อิ้งค์ วรันธร : เคยนั่งคุยกับเพื่อนๆ ค่ะ เขาบอกเหมือนเราประมาณว่าเป็น เกิร์ลเฟรนด์แมทิเรียล คือ อิ้งอาจจะไม่ได้เป็นผู้หญิงที่สวยมากหรือเพอร์เฟคมาก แต่ดูง่ายๆเรียบๆดูอยู่ด้วยได้ เป็นแฟนได้ อะไรประมาณแบบนั้นค่ะ

เรากำลังพูดถึงเรื่องนี้ เกิร์ลเฟรนด์แมทิเรียล มาจินตนาการกันในความสัมพันธ์อยู่ตอนนี้ อยากจะรู้ว่าอิ้งในความสัมพันธ์จะเป็นแบบไหน ต้องเลือกกินข้าวร้านอาหารเราให้เขาเลือก เราเลือก หรือร่วมกันเลือก ?

อิ้งค์ วรันธร : ส่วนมากจะเหมือนว่าช่วยกันเลือก แต่สุดท้ายเป็นเราเลือกอะไรแบบนี้ค่ะ (หัวเราะ)

แล้วเขารู้ไหมว่าเราเป็นแบบนี้ หรือยังคงถามกันอยู่เหมือนเดิม ?

อิ้งค์ วรันธร : รู้สึกว่าใครที่จะมาเป็นแฟนอิ้ง หรือว่าคบกับอิ้งค์ได้ จะต้องเป็นคนที่แบบรู้เรา อ่ะ! ให้ไปเหอะ อะไรแบบนี้ ไม่เรื่องเยอะ

สมมุติว่าเรากำลังคบกับใครอยู่แล้วทะเลาะกัน จะเคลียร์เลยหรือเคลียร์พรุ่งนี้หรือเดี๋ยวว่ากัน ?

อิ้งค์ วรันธร : เป็นคนเคลียร์เลยค่ะ ต้องคุยให้จบเลยเพราะเป็นคนคิดมากด้วย แล้วยิ่งเป็นคนที่เรารักก็จะยิ่งคิดมากยิ่งขึ้นไปอีก แล้วถ้าเกิดว่าปล่อยให้ถึงพรุ่งนี้ไมน่าดีไม่น่าจะนอนหลับต้องเคลียร์เลย

แสดงว่าก่อนหน้านี้ไม่เคลียร์แล้วเราคิดเยอะ ?

อิ้งค์ วรันธร : ตอนช่วงเด็กๆ มหาลัย ช่วงมีแฟนแรกก็จะงอนข้ามวัน ก็เลยรู้สึกเหมือนมันไม่ได้อะไร พอเราเก็บเรื่องนี้แบกไปหลายๆ วัน เพราะรอว่าเมื่อไหร่เขาจะมาง้อไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่าเราเองก็เครียด เขาเองก็ไม่ได้คำตอบต่างคนก็ต่างอารมณ์เสียกันไปหลายๆ วัน แบกเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ ก็เลยรู้สึกว่าถ้าเราจะมีแฟน เราก็ต้องเคลียร์เลยคิดว่าถ้าเกิดปัญหาการพูดคุยเป็นคำตอบที่ดี ที่สุดแล้ว เอาให้มันจบ เหมือนหาทางออกร่วมกัน

แล้วแฟนต้องทำอะไรให้เรารู้สึกสดใสเหลือเกิน ต้องเซอร์ไพร์ส พูดจาดีๆ หรือแค่กอดแล้วก็สัมผัสพอแล้วเราเป็นคนแบบไหน ?

อิ้งค์ วรันธร : แค่อยู่ด้วยกัน นั่งข้างๆ กันก็แฮปปี้แล้ว ไม่ต้องทำอะไรที่เวอร์วัง หรือเซอร์ไพร์ส แค่ไปกินข้าวกันก็แฮปปี้แล้ว

วัยเด็ก Puppy Love ตอนนั้นคือยังไง ?

อิ้งค์ วรันธร : ถ้าเอาแบบเป็นเรื่องเป็นราวเลย เป็นช่วง.1 เด็กมากเลย เป็น  Puppy Love ตั้งแต่อิ้งพึ่งเข้าโรงเรียนเป็นเด็กใหม่ ด้วยความตอนนั้นเราตัวสูงมาตั้งแต่.1เลยทำให้ดูเหมือนโตเป็นสาวไว ได้ไปเป็นลีดของโรงเรียน แล้วก็มีรุ่นพี่หลายๆ คนแล้วก็กลายเป็นว่ามีรุ่นพี่.6 คนหนึ่งที่เรารู้สึกว่าน่ารักจังเลย ชอบแกล้งกัน แซวกันก็เลยรู้สึกดีๆ ว่าพี่เขาน่ารัก แล้วมีวันหนึ่งได้ประกวดร้องเพลงของโรงเรียน ระหว่างที่ประกวดร้องเพลงรอบชิงพี่เขาก็บอกว่าเขาจะไม่มาดู เราก็โอเคไม่เป็นไร เพราะเขาไม่ว่างแล้วพอเราร้องเพลงใกล้จะจบเพลง เขาก็เดินลงมาจากอาคารถือดอกไม้มาให้เราที่บนเวที อันนี้ก็เป็ความPuppy Love ครั้งแรกที่ยังรู้สึกว่ากรี้ด เพื่อนๆ ก็กรี้ดกันหมด มันใสๆ น่ารักๆ ค่ะ

เป็นครั้งแรกที่ อิ้ง วรันธร พูดเกี่ยวกับมุมมองความรักในหลากหลายมิติ เชื่อว่าหลายคนอยากฟังจากปากเธอว่าตกลงแล้วสเปคในใจเป็นแบบไหน?

อิ้งค์ วรันธร : มีครั้งหนึ่ง อิ้ง เคยไปสัมภาษณ์ในรายการของ ก้อย อรัชพร ว่าไม่ชอบผู้ชายตี๋ขาว ชอบคมเข้ม แล้วก็กลายเป็นไวรัลเลย ผู้ชายในโซเชียลแชร์กันว่าผมไม่ตี๋ขาวนะครับ และมี DM มาหาอิ้งว่าแบบนี้จะคมเข้มพอไหมเยอะมาก จนอิ้งตกใจ ในรายการนี้อิ้งขอพูดให้มันกลางๆ นะคะ(หัวเราะ) จะได้ไม่มี DM มา

ตอนนี้เป็นยังไง?

อิ้งค์ วรันธร : เป็นคนที่เราอยู่ด้วยแล้วสบายใจ เป็นคนที่เราพูดคุยแล้วเขารู้ทันว่าเรากำลังรู้สึกอะไรอยู่ เครียดเรื่องนี้ใช่ไหม แล้วเขารู้วิธีการรับมือกับสิ่งที่เราเป็นได้ค่ะช่วยกันให้ผ่านเรื่องต่างๆ ไปได้ ส่วนลุคก็ไม่ได้มีอะไรที่ฟิกขนาดนั้น คือ อิ้ง บอกว่าไม่ชอบตี๋ขาวในรายการก้อย แต่คนที่อิ้งชอบดาราเกาหลีอย่าง กงยู เพื่อนก็บอกว่า กงยูนี่ก็ตี๋ขาวนะ แล้วอิ้งก็บอกว่า กงยู ไม่ตี๋ขาว ซึ่งคำว่า ตี๋ขาวของเราอาจจะไม่เท่ากัน

อิ้งในวัยนี้ 27 ปี มองย้อนกลับไปทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันเป็นเหมือนที่ฝันเอาไว้ไหม ?

อิ้งค์ วรันธร : พูดไม่ถูกว่าเคยฝันแบบนี้หรือเปล่า แต่ว่ามันอาจจะเกินฝันในวัยเด็กไปแล้วก็ได้ค่ะ โอเคในเมื่อเราทำงานตรงนี้มา 5 ปีแล้ว ในวันที่เข้ามาทำเราก็ฝันเพิ่มจากวันนั้น ตอนเด็กๆ คงไม่คิดว่าตัวเองจะมาร้องเพลงเป็นศิลปินเดี่ยวขนาดนั้นค่ะ

รู้สึกยังไงกับประโยคที่ว่าเราต้องมีทุกอย่างก่อน 30 ปี

อิ้งค์ วรันธร : เคยคิดมากกับประโยคนี้เหมือนกันค่ะ แต่ว่าที่บ้านไม่เคยพูดเรื่องนี้ด้วยส่วนใหญ่จะมาจากเพื่อนมากกว่า จะ 30 แล้วยังไม่มีแฟนเลย จะ 30 แล้วยังไม่มีรถเลยคุยกันในวงเพื่อน ก็เลยคิดว่าไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม 27 หรือว่า 31 แล้ว แต่ว่าถ้าเราพอใจในสิ่งที่มี ที่ทำได้แค่นี้เราแฮปปี้ แล้วรู้ตัวว่าจะไปในทิศทางไหนต่อ หรือว่ารู้ตัวว่าชีวิตนี้มีเป้าอะไร ถึงแม้มันอาจจะไม่สำเร็จในวัย30 แต่ว่าเรากำลังมาถูกทางนะคิดว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุแล้ว เพราะตอนแรกอิ้งก็คิดว่าผู้หญิงอายุ 30 จะต้องโตมาก ตอนนี้ก็ไม่เห็นเป็นผู้ใหญ่เลย ไม่เห็นรู้สึกว่าตัวเองโตเลย ไม่รู้สึกว่าเราเก่งขึ้น แต่แค่รู้สึกว่าประสบการณ์ชีวิตเราเยอะขึ้น เราพอใจกับครอบครัวที่น่ารัก มีพี่น้อง คนรอบตัวที่น่ารัก มีเพื่อน มีทีมงานที่น่ารัก มีงานที่เราแฮปปี้ อาจจะแฮปปี้บ้าง ไม่แฮปปี้บ้างแต่สุดท้ายมันก็คืองาน บางเรื่องเราคอนโทรลไม่ได้ ก็ต้องยอมรับและพัฒนาต่อไปแล้วก็รู้ว่าเรากำลังเดินไปจุดไหน อันนี้เป็นสิ่งที่ควรโฟกัสมากกว่าเรื่องอายุ

สามารถติดตาม Woody FM ได้ที่ช่องทาง Podcast : WOODY FM , Facebook: Woody, Youtube: Woody ทุกวันจันทร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน เวลา 18.00น.

(Visited 36 times, 1 visits today)
Like
Like Love Haha Wow Sad Angry