ย่าไม่เชื่อลูกจะทำ ข่มขืนลูก-ฉีดยาทำแท้ง ขอศพเด็กทำพิธีสะกดวิญญาณ

Like
Like Love Haha Wow Sad Angry

ย่าไม่เชื่อพ่อแท้ๆ ข่มขืนลูก-บังคับทำแท้ง ขอศพเด็กทำพิธีสะกดวิญญาณ เผยหลานมีแฟนชอบคุยโทรศัพท์กับผู้ชายดึกๆ คาดแค้นโดนพ่อดุคุยเสียงดังเลยไปแจ้งความ

จากกรณี เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มูลนิธิสายเด็ก นำตัว น.ส.มะลิ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ชาวจังหวัดลำพูน เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองลำพูนว่า ถูกพ่อแท้ๆ ข่มขืนตั้งแต่ที่สมัยยังเรียนอยู่ชั้นป.4 จนปัจจุบันอายุ 18 ปี กระทั่งตั้งท้อง 4 เดือน และพ่อบังคับให้ทำแท้ง ทั้งให้เหน็บยากินยาและฉีดแอลกอฮอล์เข้าช่องคลอดถึง 6 ครั้ง และบังคับให้ใช้ยาคุมกำเนิดด้วยรวมกระทำมาแล้ว 8 ปี นั้น

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สภ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน เจ้าหน้าที่ตำรวจ นำตัวนายอภิชาติ พ่อของน.ส.มะลิ อายุ 39 ปี มาส่งให้พนักงานสอบสวน หลังจากที่ได้ประสานเข้ามามอบตัว ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเคยมีคดีเกี่ยวกับทำร้ายร่างกายผู้อื่น 3 ครั้ง เจ้าหน้าที่ได้นำตัวเข้าห้องขังทันที

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านพักของผู้ต้องหาที่ อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน เป็นบ้านปูนยกสูง ชั้นเดียว ทางเข้าบ้านเป็นซอยแคบ ภายในบ้านแบ่งเป็น 3 ห้อง ได้แก่ ห้องโถงกลาง ห้องของย่า และห้องของผู้ต้องหากับลูกสาววัย 18 ปี โดยผู้ต้องหากับผู้เสียหายอาศัยอยู่ห้องเดียวกัน โดยมีตู้เสื้อผ้ากั้นระหว่างห้องไว้

นางไก่ (นามสมมุติ) อายุ 67 ปี ย่าของผู้เสียหาย เปิดใจว่า หลานอยู่กับตนมาตั้งแต่อายุ 3 ปี เพราะพ่อกับแม่แยกทางกัน ปกติน.ส.มะลิกับนายอภิชาติลูกชายของตน จะนอนด้วยกัน 2 คน แต่นอนแยกเตียงกัน โดยมีตู้เสื้อผ้ากั้นระหว่างห้องไว้ ส่วนตนนอนอยู่อีกห้อง และไม่เคยได้ยินเสียงแปลกๆ หรือเสียงร้องขอความช่วยเหลือมาก่อน

ทั้งนี้ หลานเป็นเด็กเงียบๆ ไม่ค่อยช่วยงานบ้าน และดื่มกินเหล้าอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่เคยมีเรื่องยาเสพติด มักจะคุยโทรศัพท์กับผู้ชายดึกๆ เท่าที่ตนทราบหลานก็มีแฟน ซึ่งตนไม่ทราบเรื่องที่หลานตั้งครรภ์ แต่ช่วงหลังสังเกตเห็นว่าใส่เสื้อตัวใหญ่ และรูปร่างอ้วนท้วมกว่าปกติ เพิ่งจะมาทราบหลังจากที่ถูกจับว่าเคยทะเลาะกับพ่อ แล้วบอกว่า “ถ้าพ่อไม่พาไปทำแท้ง จะไปทำคนเดียว” แต่เมื่อ 2 วันก่อน นายอภิชาติมาเล่าให้ตนฟังว่า ตอนนี้ลูกสาวไม่อยู่ ออกไปรักษาอาการที่อื่น แต่ตนไม่ทราบว่าไปรักษาเกี่ยวกับอะไร

อย่างไรก็ตาม ตนไม่เชื่อว่าลูกชายจะข่มขืนลูกในไส้ของตัวเอง เพราะนายอภิชาติเป็นคนเงียบขรึม ไม่ได้มีพฤติกรรมเช่นนี้ ส่วนตัวไม่ทราบว่า ทำไมหลานต้องแจ้งความจับพ่อของตัวเอง และหากลูกในท้องเป็นลูกของพ่อเขาจริง ทำไม่ไม่เก็บไว้เป็นหลักฐาน อีกทั้งก่อนหน้านี้ นายอภิชาติมักจะต่อว่าที่น.ส.มะลิชอบคุยโทรศัพท์เสียงดัง จนทำให้น.ส.มะลิโกรธ อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ไปแจ้งความก็เป็นได้

นอกจากนี้ ลูกชายของตนเคยทำท่าว่าจะตีน.ส.มะลิ 1 ครั้ง ตนจึงบอกว่าถ้ามีอะไรให้บอก หรือไปแจ้งความเลย แต่น.ส.มะลิกล่าวเพียงว่า “ย่าไม่รู้อะไร หนูจะทนเรียนให้จบ ม.6” และหากนายอภิชาติทำผิดจริง ตนก็ไม่เข้าข้าง ปล่อยให้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ต่อมาที่สภ.เมืองลำพูน นายอภิชาติ ผู้ต้องหา กำลังให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ต้องหาพยายามบ่ายเบี่ยง และไม่ยอมรับว่าข่มขืนจริงหรือไม่ และจะสู้คดี พูดเพียงว่า ตนรู้สึกสงสัยว่าผู้เสียหายเป็นลูกของตนจริงหรือไม่ เนื่องจากตนจำคุกประมาณ 4 ปี และก่อนที่ตนจะจำคุก แม่ของลูกสาวตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน แต่พอตนออกมาจากเรือนจำ ลูกสาวของตนอายุเพียง 2 ปีเท่านั้น ทั้งนี้ ตนกับแม่ของผู้เสียหายมีเลือดกรุ๊ปโอ แต่เด็กมีเลือดกรุ๊ปบี และจากการที่ตนไปสอบถามหมอ หมอยืนยันว่า ลูกไม่มีทางออกมาเป็นเลือดกรุ๊ปบีได้

ด้าน พ.ต.อ.พัฒนพงษ์ ขำแก้ว ผู้กำกับการ สภ.เมืองลำพูน เปิดเผยว่า ผู้เสียหายให้ข้อมูลว่า พ่อกระทำชำเราสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยแบ่งเป็นสองช่วง คือ ช่วงที่ อายุ 11-13 ปี จากนั้นผู้ต้องหาเข้าคุกไปประมาณ 4 ปีกว่า และหลังจากที่ออกมา ได้กระทำชำเราผู้เสียหายต่อทั้งที่บ้านและสวนลำไย ซึ่งผู้เสียหายมีอายุ 16-18 ปี

จากนั้นผู้เสียหายตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน เมื่อผู้ต้องหาทราบเรื่องช่วงเดือนธ.ค. 62 พยายามทำแท้ง โดยนำยามาเหน็บที่ช่องคลอด แต่ไม่ได้ผล กระทั่งเดือนม.คที่ผ่านมา ผู้ต้องหานำแอลกอฮอล์มาฉีดที่ช่องคลอด ทำให้ผู้เสียหายตกเลือดและเก็บซากไว้ เมื่อผู้ต้องหากลับมา และเห็นรอยเลือดในห้องน้ำก็ทราบว่าผู้เสียหายแท้งลูกแล้ว จึงเข้ามาเค้นจากผู้เสียหายว่าเด็กอยู่ไหน ผู้เสียหายกลัวจึงนำซากเด็กมาให้ผู้ต้องหา

จากนั้นผู้ต้องหานำสายสิญจน์ไปพันไว้ที่ซากเด็กทารก และนำออกไปจากบ้าน ซึ่งไม่มีใครทราบว่าเอาไปทำอะไร คล้ายเป็นการทำพิธีสะกดวิญญาณตามความเชื่อหรือไม่

ทั้งนี้ นายอภิชาติ ผู้ต้องหายังไม่ให้ความร่วมมือ และให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าขอให้ปากคำในชั้นศาล อย่างไรก็ตาม จากการสอบปากคำผู้เสียหาย หากผู้ต้องหากระทำผิดจริงจะถูกตั้งข้อหากระทำชำเราเด็กอายุไม่ถึง 13 ปี และข้อหากระทำชำเราเด็กอายุ อายุเกิน 13 ปี แต่ไม่ถึง 15 ปี และข้อหากระทำชำเราเด็กอายุมากกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ซึ่งโทษของแต่ละข้อหาจะไม่เท่ากัน

 

ที่มา รายการทุบโต๊ะข่าว อมรินทร์ทีวี

 

(Visited 4,099 times, 1 visits today)
Like
Like Love Haha Wow Sad Angry