อดีตผู้ร่วมงานกับครูโรงเรียนสวนกุหลาบ แจงคนร้ายใช้ซีอิ๊วขาว และน้ำมันพืชราดบนโต๊ะ

อดีตผู้ร่วมงานกับครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ส่งหนังสือชี้แจงกรณีห้องพักครูถูกคนร้ายใช้ซีอิ๊วขาว และน้ำมันพืชราดบนโต๊ะจนเกิดความเสียหาย เป็นฝีมือของอดีตครูอัตราจ้างซึ่งเป็นศิษย์เก่า เพราะเกิดความเครียดที่ถูกบอกเลิกจ้างอย่างกะทันหัน ไม่ใช่ครูที่อยู่ห้องพักเดียวกันตามที่กระแสโซเชียลวิจารณ์ก่อนหน้านี้

สืบเนื่องจากการนำเสนอข่าวกรณีเกิดเหตุวุ่นวายภายในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก่อนเปิดภาคเรียน เนื่องจากเมื่อวันที่ 20 พ.ค. เฟซบุ๊กเพจ “นักเกรียน สวนกุหลาบ” ระบุว่า ห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ห้อง 5507 ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุภาพ ถูกคนร้ายใช้ซีอิ๊วขาว และน้ำมันพืช ที่อยู่ในห้องพักครูราดลงบนโต๊ะจนเอกสารสำคัญ แผนการสอน ชิ้นงานนักเรียน และเฟอร์นิเจอร์ได้รับความเสียหาย โดยมีผู้เสียหายเป็นครู 4 ราย คือ น.ส.เยาวลักษณ์ อักษร หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ, นายวรุศม์ วรุตมะ, นายสุทธิพงษ์ คงสว่าง และ นายอัษฎาวุฒิ ปัดมะลิต และพบว่าเมื่อวันที่ 9 พ.ค. ครูที่อยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ รายหนึ่ง มาไขกุญแจเปิดห้องพักครู พร้อมคุยโทรศัพท์ จากนั้นได้มีนักเรียนปัจจุบัน พร้อมศิษย์เก่าขึ้นมาสมทบ กระทั่งกระแสในโลกโซเชียล คาดว่า เกิดจากครูรายหนึ่งอยู่ในห้องพักครูเดียวกัน เกิดความไม่พอใจ

วันนี้ (12 ต.ค.) นายภูษณทัศ ผลทับทิมธนา ซึ่งระบุว่าเป็นอดีตผู้ร่วมงานกับครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยรายหนึ่ง ที่ถูกโลกโซเชียลพาดพิงถึง (ขอสงวนชื่อและนามสกุล) ได้ส่งหนังสือชี้แจงผ่านทางโทรสาร ที่จ่าหน้าถึงนายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ระบุว่า ข่าวที่นำเสนอคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง โดยผู้ที่ลงมือกระทำการราดซอสปรุงรสและน้ำมันพืชในห้องพักครู คือ อดีตครูอัตราจ้างซึ่งเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียน ซึ่งมีมูลเหตุจากความกดดัน และความเครียดสะสมที่เกิดจากการถูกบอกเลิกจ้างอย่างกะทันหัน ไม่ใช่ครูรายหนึ่งที่โอนย้ายมาจากโรงเรียนชื่อดังย่านภาษีเจริญ ฝั่งธนบุรี ที่มีผู้นำประเทศเป็นศิษย์เก่า ซึ่งกระแสในโลกโซเชียลได้ระบุตามที่ได้รายงานข่าวก่อนหน้านี้

สำหรับครูที่อยู่ในห้องพักครูเดียวกับผู้เสียหาย ที่โลกโซเชียลพาดพิง เคยร่วมงานตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2558 ถึง กันยายน 2559 เคยปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม และรักษาผลประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ มีหลักการทำงานเชิงรุก มุ่งพัฒนาและสร้างระบบการทำงานในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ ให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังอุทิศเวลาส่วนตนเพื่อประโยชน์ของนักเรียนและโรงเรียนโดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นจำนวนมาก ตลอดจนประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้ร่วมวิชาชีพครู นอกจากนี้ยังได้กล่าวกับตนและครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ อยู่เนืองๆ ว่า “เมื่อสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ตนไม่ประสงค์ที่จะรับตำแหน่งนี้อีก ด้วยเหตุผลด้านภาวะสุขภาพส่วนตัว และความเนื่อยล้าที่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวมาตลอด 2 ปีการศึกษา”

ทั้งนี้ เป็นที่แน่ชัดว่า ครูคนดังกล่าวไม่ได้มีความอิจฉาริษยาแต่อย่างใด หากใคร หรือผู้ใดจะดำรงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ คนต่อไป อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ครูรายดังกล่าวกลายเป็นจำเลยของกรณีดังกล่าวโดยปริยาย ทั้งที่ยังไม่สามารถให้ข้อมูลที่พิสูจน์ตนเองได้ว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด และกระบวนการสืบหาข้อเท็จจริงของทางโรงเรียนยังไม่เสร็จสิ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเสียหายทางด้านสภาพจิตใจ สมรรถนะในการทำงาน ชื่อเสียง และเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่ราชการด้วย โดยที่ครูรายดังกล่าวไม่สามารถแจ้งข้อเท็จจริงทั้งหมดให้ทุกคนได้ทราบอย่างกว้างขวาง ด้วยข้อจำกัดในตำแหน่งทางราชการ ทักษะการใช้เทคโนโลยี และความเคารพในกระบวนการสืบสวนของทางโรงเรียน

ที่มา – ผู้จัดการออนไลน์